Template: AI Thought Partner ตามหลัก PDIA


Template แนวคิด "PDIA: Problem-Driven Iterative Adaptation" เข้ากับการใช้ AI เป็นคู่คิดในการวางแผนโปรเจกต์

หลักสำคัญคือ "ไม่เริ่มจากการนำโมเดลสำเร็จรูปมาใช้ทันที" แต่เริ่มจากปัญหาจริงของพื้นที่ ทดลองแนวทางเล็ก ๆ เรียนรู้จากผลลัพธ์ แล้วปรับให้เหมาะกับบริบทของหน่วยงาน โรงเรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เอกสารคู่มือที่แนบมาเน้นการพัฒนาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การมีส่วนร่วม การนิเทศ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน PLC การใช้ข้อมูลจริง และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง[1]

Template: AI Thought Partner ตามหลัก PDIA

วิธีใช้ Template

ให้ใช้ AI ใน 4 บทบาทสลับกัน ได้แก่

- นักสำรวจปัญหา ช่วยทำความเข้าใจปัญหาจริงและบริบท
- คู่คิดเชิงวิพากษ์มช่วยตั้งคำถามและท้าทายสมมติฐาน
- ผู้ออกแบบการทดลอง ช่วยวางกิจกรรมขนาดเล็กที่ทำได้จริง
- ผู้ช่วยสะท้อนผล ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เรียนรู้ และปรับแผนรอบถัดไป

อย่าให้ AI สรุปเป็นแผนใหญ่ทันที ควรให้ AI ถามข้อมูลทีละคำถาม และย้ำเสมอว่า ห้ามสรุปจากข้อมูลที่ยังไม่มีหลักฐาน

ส่วนที่ 1 ข้อมูลตั้งต้นของโปรเจกต์

คัดลอก Prompt นี้ไปใช้:

> ฉันกำลังวางแผนโปรเจกต์ใหม่ โดยต้องการใช้หลัก Problem-Driven Iterative Adaptation หรือ PDIA  

> ข้อมูลเบื้องต้นของโปรเจกต์มีดังนี้  
   - ชื่อโปรเจกต์: [ระบุชื่อชั่วคราว]  
   - หน่วยงาน/โรงเรียน/พื้นที่: [ระบุ]  
   - ผู้รับผิดชอบหลัก: [ระบุ]  
   - กลุ่มเป้าหมาย: [ระบุ]  
   - ระยะเวลาดำเนินการ: [ระบุ]  
   - ทรัพยากรที่มีอยู่: [บุคลากร งบประมาณ เทคโนโลยี ข้อมูล เครือข่าย]  
   - นโยบายหรือเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง: [ระบุ]  
   - ผลลัพธ์ที่อยากเห็น: [ระบุ]  

หน้าที่ของคุณคือเป็น AI Thought Partner ตามหลัก PDIA  

  -  ในขั้นแรก ห้ามเสนอแผนสำเร็จรูปหรือคำตอบทันที ให้ถามคำถามเพื่อทำความเข้าใจปัญหา บริบท ผู้เกี่ยวข้อง และข้อจำกัดก่อน โดยถามทีละคำถาม  

   -  ให้แยกข้อมูลที่ฉันให้เป็น 3 ประเภท  

     1. ข้อเท็จจริงที่มีหลักฐาน  
     2. ข้อสันนิษฐานที่ยังต้องตรวจสอบ  
     3. ข้อมูลที่ยังขาด  

  - เมื่อข้อมูลเพียงพอแล้ว ให้สรุปเป็น “ภาพรวมบริบทของโปรเจกต์” โดยไม่เสนอวิธีแก้ไขก่อน


ส่วนที่ 2 สร้างความเข้าใจปัญหา

PDIA ให้ความสำคัญกับการเริ่มจาก       - ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เริ่มจากคำตอบหรือแนวทางที่หน่วยงานเคยใช้ที่อื่น ดังนั้นควรแยก “อาการ” ออกจาก “ปัญหาเชิงระบบ”

  Prompt สำรวจปัญหา

   - ช่วยฉันวิเคราะห์ปัญหาของโปรเจกต์นี้ตามหลัก PDIA  
   - โปรดดำเนินการตามลำดับต่อไปนี้  

     1. ระบุอาการหรือสิ่งที่มองเห็นได้  
     2. ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในระดับการปฏิบัติ  
     3. ระบุผู้ที่ได้รับผลกระทบ  
     4. ระบุว่าใครเป็นเจ้าของปัญหาและใครมีอำนาจเปลี่ยนแปลงปัญหา  
     5. ระบุความแตกต่างระหว่างสภาพปัจจุบันกับสภาพที่ต้องการ  
     6. ระบุปัจจัยเชิงบริบท เช่น คน งบประมาณ เวลา ข้อมูล กฎระเบียบ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์กร  
    7. ระบุสิ่งที่เรายังไม่รู้และจำเป็นต้องลงพื้นที่ตรวจสอบ  

   - ห้ามสรุปว่าปัญหาเกิดจากบุคลากรขาดความรู้หรือขาดความร่วมมือโดยไม่มีหลักฐาน  

จัดผลลัพธ์เป็นตาราง 4 คอลัมน์ ได้แก่  
    - ประเด็น  
    - สิ่งที่ทราบ  
    - หลักฐานที่มี  
    - สิ่งที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

แบบฟอร์ม Problem Definition

ให้ AI ช่วยกรอกแบบฟอร์มนี้:

| ประเด็น | รายละเอียด |

| ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง | [เขียนเป็นพฤติกรรมหรือผลลัพธ์ที่สังเกตได้] |

| ใครได้รับผลกระทบ | [ผู้เรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง หน่วยงาน] |

| ผลกระทบ | [ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง] |

| สาเหตุเบื้องต้น | [ยังไม่ถือเป็นข้อสรุป] |

| หลักฐานที่มี | [ข้อมูล เอกสาร สัมภาษณ์ การสังเกต] |

| สิ่งที่ยังไม่ทราบ | [ข้อมูลที่ต้องเก็บเพิ่ม] |

| เจ้าของปัญหา | [ผู้ที่อยู่ใกล้ปัญหาและมีบทบาทแก้ไข] |

| ขอบเขตที่ควบคุมได้ | [สิ่งที่ทีมทำได้ทันที] |

| ขอบเขตที่ควบคุมไม่ได้ | [ปัจจัยภายนอก] |

การเขียนปัญหาแบบ PDIA

ให้ใช้รูปแบบนี้:

   - ในบริบทของ [โรงเรียน/หน่วยงาน/พื้นที่] พบว่า [พฤติกรรมหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง] ส่งผลให้ [ผลกระทบ] โดยปัญหานี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไข [ข้อจำกัดและบริบทสำคัญ]  

    - ขณะนี้เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่า [ประเด็นที่ยังต้องตรวจสอบ] ดังนั้น ในรอบแรกจะทดลอง [การดำเนินการขนาดเล็ก] เพื่อเรียนรู้ว่า [คำถามการเรียนรู้]

ตัวอย่าง : 

   -ในบริบทของโรงเรียน พบว่าครูส่งข้อมูลผลการดำเนินงานล่าช้าและรูปแบบไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถใช้ข้อมูลเพื่อปรับแผนงานได้ทันเวลา โดยครูมีภาระงานสูงและใช้เครื่องมือจัดเก็บข้อมูลหลายรูปแบบ  

   - ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าปัญหาหลักเกิดจากแบบฟอร์มที่ซับซ้อน ช่องทางการส่งข้อมูล หรือการขาดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ดังนั้น ในรอบแรกจะทดลองใช้แบบฟอร์มออนไลน์แบบสั้นกับกลุ่มงานหนึ่ง เพื่อเรียนรู้ว่าการลดจำนวนช่องข้อมูลและกำหนดรอบส่งที่ชัดเจนจะช่วยเพิ่มความครบถ้วนและความตรงเวลาหรือไม่

ส่วนที่ 3 สร้างพื้นที่การเปลี่ยนแปลง

      หลัก PDIA ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือและการมอบอำนาจแก่ผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ให้ส่วนกลางออกแบบทุกอย่างแล้วสั่งให้พื้นที่ดำเนินการ

Prompt วิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

     - ช่วยวิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ โดยไม่จัดกลุ่มเพียงตามตำแหน่ง แต่ให้วิเคราะห์ตามบทบาทจริง ได้แก่  

        - ผู้ที่ประสบปัญหาโดยตรง  
        - ผู้ที่อยู่ใกล้ปัญหามากที่สุด  
        - ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ  
        - ผู้ที่ถือครองข้อมูล  
        - ผู้ที่อาจสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง  
       - ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบหรือคัดค้าน  
       - ผู้ที่สามารถขยายผลได้ภายหลัง  

สำหรับแต่ละกลุ่ม ให้ระบุ  
       1. ความต้องการ  
       2. ความกังวล  
       3. แรงจูงใจ  
       4. สิ่งที่กลุ่มนี้ทำได้จริง  
       5. การตัดสินใจที่ควรมอบให้กลุ่มนี้  
       6. วิธีทำให้กลุ่มนี้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

ตาราง Authorizing Environment

| ผู้เกี่ยวข้อง | อำนาจที่มี | สิ่งที่ต้องขออนุมัติ | สิ่งที่ตัดสินใจเองได้ | วิธีสร้างความไว้วางใจ |

| ผู้บริหาร | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |
| ครู/ผู้ปฏิบัติ | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |

| ผู้เรียน | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |

| ผู้ปกครอง/ชุมชน | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |

| ทีมเทคโนโลยี/ข้อมูล | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |

Prompt ออกแบบการมีส่วนร่วม

     - จากข้อมูลผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วยออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมที่ทำให้ผู้ปฏิบัติและผู้ใกล้ปัญหามีบทบาทในการออกแบบแนวทาง  

     โปรดเสนอ  

      - วงสนทนาเพื่อทำความเข้าใจปัญหา  
      - กิจกรรมระดมความคิด  
      - วิธีเก็บเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติ  
      - วิธีตัดสินใจร่วมกัน  
      - ข้อมูลที่ต้องเปิดเผยให้ผู้เกี่ยวข้องเห็นร่วมกัน  
      - เรื่องใดควรให้พื้นที่ทดลองและปรับเอง  

หลีกเลี่ยงการออกแบบกิจกรรมที่เป็นเพียงการประชุมเพื่อรับทราบหรือรายงานผล

คู่มือที่แนบมาให้ความสำคัญกับการนิเทศแบบมีส่วนร่วม การลงพื้นที่ การสังเกต การสัมภาษณ์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการนิเทศตามความต้องการของโรงเรียน จึงควรออกแบบการมีส่วนร่วมให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงการรายงานเอกสาร[1]

ส่วนที่ 4 ค้นหาแนวคิดและปรับใช้ให้เหมาะกับพื้นที่

      PDIA ไม่ได้ปฏิเสธการใช้แนวทางจากภายนอก แต่ต้องนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบท ไม่ใช่คัดลอกทั้งชุด

Prompt วิเคราะห์ทางเลือก

      - ช่วยเสนอแนวทางแก้ปัญหา 3 แนวทาง โดยถือว่าเป็น “สมมติฐานเพื่อการทดลอง” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย  

สำหรับแต่ละแนวทาง ให้ระบุ  
      - ปัญหาที่แนวทางนี้พยายามแก้  
      - สมมติฐานที่อยู่เบื้องหลัง  
      - สิ่งที่ต้องเปลี่ยนในบริบทของเรา  
      - สิ่งที่ไม่ควรคัดลอกมาใช้ตรง ๆ  
      - ทรัพยากรที่ต้องใช้  
      - ผู้ที่ต้องมีส่วนร่วม  
      - ความเสี่ยง  
      - วิธีทดลองในขนาดเล็ก  
      - สัญญาณว่าควรเดินหน้าต่อ หยุด หรือปรับ  

ห้ามจัดอันดับแนวทางจากความทันสมัยหรือความนิยม แต่ให้พิจารณาจากความเหมาะสมกับปัญหาและบริบทจริง

ตารางเปรียบเทียบแนวทาง

| แนวทาง | สมมติฐาน | จุดแข็ง | จุดเสี่ยง | สิ่งที่ต้องปรับให้เข้าบริบท | วิธีทดลองขนาดเล็ก |

| แนวทาง A | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |

| แนวทาง B | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |

| แนวทาง C | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |

ส่วนที่ 5 ออกแบบการทดลองรอบแรก

     PDIA เน้นการทดลองเล็กและรวดเร็ว เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ก่อนลงทุนขนาดใหญ่

Prompt ออกแบบ First Iteration

      - ช่วยออกแบบการทดลองรอบแรกของโปรเจกต์ โดยใช้เวลา [ระบุจำนวนวันหรือสัปดาห์] กับกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก  

      การทดลองต้อง  
         - แก้ปัญหาจริงบางส่วน  
         - ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่  
         - ไม่สร้างภาระเอกสารเกินจำเป็น  
         - ทำให้เกิดข้อมูลหรือบทเรียนใหม่  
         - สามารถหยุดหรือปรับได้โดยไม่เสียหายมาก  

     โปรดจัดทำรายละเอียดต่อไปนี้  

     1. คำถามการเรียนรู้หลัก  
     2. สมมติฐานที่จะทดสอบ  
     3. กลุ่มทดลอง  
     4. กิจกรรมที่ต้องทำ  
     5. ผู้รับผิดชอบ  
     6. ระยะเวลา  
     7. ข้อมูลที่ต้องเก็บ  
     8. วิธีสังเกตหรือสัมภาษณ์  
     9. ตัวชี้วัดเบื้องต้น  
    10. เกณฑ์ตัดสินใจหลังจบรอบ  

โปรดแยก “ตัวชี้วัดผลลัพธ์” ออกจาก “ตัวชี้วัดการเรียนรู้”

ตัวอย่างแผนทดลอง

| รายการ | รายละเอียด |

| ปัญหาที่ทดลองแก้ | การส่งรายงานล่าช้า |

| กลุ่มทดลอง | 1 กลุ่มงาน หรือ 3–5 โรงเรียน |

| สมมติฐาน | แบบฟอร์มที่สั้นลงจะเพิ่มอัตราการส่งข้อมูลตรงเวลา |

| การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ | ลดช่องกรอกข้อมูลและใช้แบบฟอร์มออนไลน์เดียว |

| ระยะเวลา | 2 สัปดาห์ |

| ตัวชี้วัดผลลัพธ์ | อัตราการส่งตรงเวลาและความครบถ้วนของข้อมูล |

| ตัวชี้วัดการเรียนรู้ | จำนวนช่องที่ผู้ใช้กรอกผิด เวลาที่ใช้กรอก และข้อเสนอแนะ |

| หลักฐาน | ข้อมูลจากแบบฟอร์ม บันทึกเวลา สัมภาษณ์สั้น |

| จุดตัดสินใจ | ใช้ต่อ ปรับแบบฟอร์ม หรือเปลี่ยนวิธีการ |

ส่วนที่ 6 ลงมือทำและเก็บข้อมูล

Prompt ผู้ช่วยระหว่างการทดลอง
     - ระหว่างการทดลอง โปรดช่วยฉันทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามการเรียนรู้  

     - ทุกครั้งที่ฉันส่งข้อมูลความคืบหน้าให้ดำเนินการดังนี้  
       1. แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น  
       2. ระบุสิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างจากแผน  
       3. วิเคราะห์ว่าอะไรทำให้เกิดความแตกต่าง  
       4. ระบุผลกระทบที่เกิดขึ้น  
       5. เสนอคำถามที่ควรถามผู้ปฏิบัติ  
       6. เสนอการปรับเล็ก ๆ ที่สามารถทดลองได้ทันที  
       7. ห้ามตำหนิผู้ปฏิบัติหรือสรุปสาเหตุโดยไม่มีหลักฐาน  

      ใช้รูปแบบรายงานสั้นดังนี้  
       - สิ่งที่เกิดขึ้น  
       - สิ่งที่เราเรียนรู้  
       - สิ่งที่ยังไม่รู้  
       - การปรับครั้งถัดไป  
       - ผู้ที่ต้องมีส่วนร่วม  
       - หลักฐานที่ต้องเก็บเพิ่ม

ส่วนที่ 7 สะท้อนผลและปรับแผน

คู่มือที่แนบมาใช้การประเมินระดับคุณภาพ 1–5 และกำหนดหลักฐานประกอบ รวมทั้งใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์ร่วมกับการประเมิน ดังนั้นการทบทวนโปรเจกต์ควรพิจารณาทั้งคะแนน ข้อมูลเชิงประจักษ์ และประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติ ไม่ควรใช้คะแนนเพียงอย่างเดียว[1]

Prompt After-Action Review: 
      - หลังจบการทดลองรอบนี้ ช่วยจัดกระบวนการทบทวนผลแบบ PDIA โดยถามคำถามทีละข้อ  
       1. เราตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอะไร  
       2. เราดำเนินการจริงอย่างไร  
       3. เกิดอะไรขึ้นจริง  
       4. อะไรเป็นไปตามที่คาด  
       5. อะไรไม่เป็นไปตามที่คาด  
       6. ผู้ปฏิบัติพบอุปสรรคอะไร  
       7. บริบทใดส่งผลต่อผลลัพธ์  
       8. เราเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับปัญหา  
       9. สมมติฐานใดได้รับการยืนยันหรือถูกหักล้าง  
      10. รอบถัดไปควรปรับอะไร  

เมื่อได้ข้อมูลครบ ให้สรุปเป็น  
       - สิ่งที่ควรทำต่อ  
       - สิ่งที่ควรหยุด  
       - สิ่งที่ควรปรับ  
       - สิ่งที่ควรทดลองเพิ่ม  
       - ข้อมูลที่ต้องเก็บเพิ่ม

ตารางรอบการปรับตัว

| รอบ | สิ่งที่ทดลอง | ผลที่เกิดขึ้น | บทเรียน | การปรับรอบถัดไป |

| รอบที่ 1 | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |
| รอบที่ 2 | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |
| รอบที่ 3 | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] | [ระบุ] |

ส่วนที่ 8 ประเมินหลักฐานและผลลัพธ์

Prompt ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ
  - ช่วยตรวจสอบหลักฐานของโปร
เจกต์นี้โดยใช้หลักฐาน 3 ประเภท  
     1. หลักฐานจากเอกสารและข้อมูล  
     2. หลักฐานจากการสังเกตการปฏิบัติ  
      3. หลักฐานจากการสัมภาษณ์หรือเสียงสะท้อนของผู้เกี่ยวข้อง  

 สำหรับแต่ละข้อค้นพบ ให้ระบุ  
       - ข้อค้นพบ  
       - หลักฐานที่สนับสนุน  
       - แหล่งที่มาของหลักฐาน  
       - ข้อจำกัดของหลักฐาน  
       - ระดับความมั่นใจ: สูง กลาง หรือต่ำ  
       - ข้อมูลที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม  
       -  ห้ามยืนยันความสำเร็จจากเอกสารหรือคะแนนเพียงอย่างเดียว หากยังไม่มีหลักฐานว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริงในการปฏิบัติ

แบบประเมินระดับ 1–5

| ระดับ | ความหมายสำหรับโปรเจกต์ |

| 1 | ยังอยู่ระหว่างเริ่มต้น หรือยังไม่มีหลักฐานชัดเจน |
| 2 | มีการดำเนินการบางส่วน แต่ไม่สม่ำเสมอหรือหลักฐานยังไม่ชัด |
| 3 | ดำเนินการได้จริงในระดับหนึ่ง และมีหลักฐานสนับสนุนบางส่วน |
| 4 | ดำเนินการเป็นระบบ มีหลักฐานชัดเจน และเกิดผลตามเป้าหมายส่วนใหญ่ |
| 5 | ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม มีผลลัพธ์ชัดเจน และสามารถเป็นแบบอย่างหรือขยายผลได้ |

ควรใช้ระดับ 1–5 เป็นเครื่องมือช่วยสนทนาและสะท้อนผล ไม่ใช่ใช้เพื่อจัดอันดับหรือตัดสินอย่างเดียว เพราะเป้าหมายของ PDIA คือการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา[1]

ส่วนที่ 9 ขยายผลเมื่อพร้อม
      อย่ารีบขยายผลเพียงเพราะการทดลองรอบแรกได้ผลดี ควรตรวจสอบก่อนว่าสิ่งที่ได้ผลเกิดจากหลักการใด และเงื่อนไขใดที่จำเป็น

Prompt เตรียมขยายผล
      - ช่วยประเมินว่าโปรเจกต์นี้พร้อมขยายผลหรือยัง  
       โปรดตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้  
           - ปัญหาหลักได้รับการยืนยันจากหลายแหล่งหรือยัง  
           - แนวทางที่ทดลองช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่  
           - ผู้ปฏิบัติสามารถดำเนินการได้โดยไม่พึ่งพาทีมกลางมากเกินไปหรือไม่  
           - มีผู้รับผิดชอบและทรัพยากรรองรับหรือไม่  
           - มีคู่มือหรือแนวปฏิบัติขั้นต่ำที่จำเป็นหรือไม่  
          - แนวทางนี้ปรับใช้กับบริบทอื่นได้อย่างไร  
          - ส่วนใดเป็นหลักการที่ต้องรักษาไว้  
          - ส่วนใดควรเปิดให้แต่ละพื้นที่ปรับเอง  
          - ความเสี่ยงจากการขยายผลคืออะไร  

สรุปคำแนะนำเป็น 3 ทางเลือก  
      1. ขยายผลทันที  
      2. ทดลองเพิ่มในบริบทอื่น  
      3. ยังไม่ควรขยายผลและควรกลับไปทำความเข้าใจปัญหาเพิ่มเติม

ตาราง Scale With Adaptation

| สิ่งที่ควรรักษาเหมือนกัน | สิ่งที่พื้นที่ปรับได้ | เงื่อนไขขั้นต่ำ | วิธีติดตาม |

| [หลักการสำคัญ] | [รูปแบบกิจกรรม] | [ทรัพยากร/บทบาท] | [ข้อมูล/รอบติดตาม] |

Prompt รวมฉบับเดียว

หากต้องการใช้เป็น Prompt หลักในแชทเดียว ให้ใช้ข้อความนี้:

คุณคือ AI Thought Partner ที่ใช้หลัก Problem-Driven Iterative Adaptation หรือ PDIA เพื่อช่วยฉันวางแผนและดำเนินโปรเจกต์ใหม่  

หลักการทำงานของคุณคือ  
     1. เริ่มจากปัญหาจริง ไม่เริ่มจากคำตอบหรือโมเดลสำเร็จรูป  
     2. ทำความเข้าใจบริบทของพื้นที่และผู้ปฏิบัติ  
     3. แยกข้อเท็จจริง สมมติฐาน และข้อมูลที่ยังขาด  
     4. ให้ผู้ที่อยู่ใกล้ปัญหามีส่วนร่วมในการออกแบบ  
     5. ออกแบบการทดลองขนาดเล็กที่ทำได้จริง  
     6. ใช้ข้อมูลจากการปฏิบัติ การสังเกต การสัมภาษณ์ และเอกสารประกอบกัน  
      7. ทบทวนผลและปรับแผนเป็นรอบ ๆ  
      8. ไม่ตำหนิบุคคลโดยไม่มีหลักฐาน  
      9. ไม่สรุปความสำเร็จจากคะแนนหรือเอกสารเพียงอย่างเดียว  
     10. ไม่ขยายผลจนกว่าจะเข้าใจว่าอะไรได้ผล เพราะเหตุใด และในเงื่อนไขใด  

วิธีสนทนา  
      - ถามทีละคำถาม  
      - ถ้าข้อมูลไม่พอ ให้บอกว่าขาดข้อมูลอะไร  
      - ถ้าฉันเสนอวิธีแก้ไขเร็วเกินไป ให้ช่วยย้อนกลับมาสำรวจปัญหา  
      - ท้าทายสมมติฐานของฉันอย่างสุภาพ  
      - เสนอทางเลือกเป็นสมมติฐานเพื่อการทดลอง ไม่ใช่คำตอบตายตัว  
      - ทุกข้อเสนอควรมีวิธีทดสอบและหลักฐานที่ต้องเก็บ  

รูปแบบคำตอบทุกครั้ง  
      - สิ่งที่ทราบ  
      - สิ่งที่ยังไม่ทราบ  
      - สมมติฐานที่กำลังใช้  
      - คำถามถัดไป  
      - การทดลองหรือการปรับเล็ก ๆ ที่เป็นไปได้  
      - หลักฐานที่ควรเก็บ

โครงสร้างโปรเจกต์ฉบับย่อ

1. ทำความเข้าใจปัญหาและบริบท  
2. ระบุผู้ใกล้ปัญหาและผู้มีอำนาจเปลี่ยนแปลง  
3. สร้างพื้นที่ให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมออกแบบ  
4. เลือกสมมติฐานเพื่อทดลอง  
5. ทดลองขนาดเล็ก  
6. เก็บข้อมูลจากเอกสาร การสังเกต และการสัมภาษณ์  
7. ทบทวนผลและปรับแผน  
8. ทดลองซ้ำหลายรอบ  
9. สรุปหลักการที่ใช้ได้  
10. ขยายผลแบบเปิดให้พื้นที่ปรับใช้ตามบริบท

     Template เป็น “การทำความเข้าใจปัญหา–สร้างความร่วมมือ–ทดลองเล็ก–เรียนรู้–ปรับ–ขยายผล” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของคู่มือที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน การนิเทศแบบมีส่วนร่วม การใช้ข้อมูลจริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน PLC และการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง[1]



การอ้างอิง:

[1] khuumuue-k.t.p.n.-piikaarsueksaa-2569.pdf https://ppl-ai-file-upload.s3.amazonaws.com/web/direct-files/attachments/91766008/7a33ee12-a082-4f8c-8980-eb319fecc252/khuumuue-k.t.p.n.-piikaarsueksaa-2569.pdf

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เมืองแฝก Model 2569: จากวินัยเชิงคุณธรรม สู่ความทะยานอยากทางวิชาการ (The Leap from Character to Competence)

พลังพลวัตแห่งข้อมูล : เปิดเบื้องหลัง “โรงเรียนสตึก” ผงาดขึ้นอันดับ 1 Top Lines Web Vitality บน NSM_BURIRAM 2026

คั่นหน้า : ท้ายที่สุดแล้ว ความหมายของชีวิตคืออะไร ???