โดพามีน: รางวัล นิสัยและพฤติกรรมของมนุษย์
รางวัลตอบแทน ความเพลิดเพลิน และความสุข สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ต่างแสวงหา...
สมองกลีบหน้า ส่วนที่เรียกว่า อืนซูลาร์คือ ส่วนที่มีบทบาทการรับรู้รสและความรู้สึกขยะแขยงทางศีลธรรม
แอนทีเรียร์ ซิงกูล่า คือ ส่วนที่เป็นศูนย์กลางแห่งเอ็มพาธีหรือความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น...
ส่วนความริษยา(ผู้อื่น) ที่เป็นความเจ็บปวด ซึ่งเมื่อรู้ว่าเขาที่ถูกริษยานั้น กลายเป็นผู้โชคร้ายกลับรู้สึกย่ามใจ (ชาเดินฟรอยเดอ-Schadenfreude)ไป เสียนี่...
ทั้งหมดที่กล่าวมา คือระบบโดพามีน..
โดพามีนถูกสังเคราะห์ขึ้นในพื้นที่ของสมอง หนึ่งในนั้นคือ พื้นที่ที่สร้างความเคลื่อนไหว
อีกพื้นที่หนึ่งคือ บริเวณที่ควบคุมการปล่อยโฮโมนต่อมใต้สมอง
แต่ระบบโดพามีนที่มีผลกับพวกเรา เกิดขึ้นจากพื้นที่สมองส่วนที่อยู่ใกล้กับก้านสมองที่เรียกว่า เทกเมนตัม และบริเวณท้ายสุดคือ แอกคัมเบลส์ มากที่สุด
โดยธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับสัญญาณจาก เทกเมนตัมหรือแอกคัมเบลส์ จะส่งสัญญาณกลับไป...
ที่น่าสนใจคือ การส่งกลับจาก
อมิกดาลาและ PFC (pre-frontal cortex) กล่าวคือ
ระบบโดพามีนเป็นเรื่องของรางวัล สิ่งเร้าความสุขสารพัน กระตุ้นเซลล์
ประสาทเทคเมนตัม ให้มันปล่อยโดพามีนออกมา ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ทางบวกหรือทางลบ แม้กระทั่งการไม่รู้สึกถึงความสุข ที่เรียกว่า อันฮีโดเนีย (Anhedonia)
รูปแบบการหลั่งโดพามีนที่น่าสนใจที่สุดคือ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
สิ่งนี้ ปลุกผีแห่งความริษยา ระบบโดพามีนทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับความอิจฉา ความขุ่นเคือง และความรู้สึกไม่แฟร์ รวมทั้งความคุ้นชินจากรางวัลที่ทำให้ระดับของโดพามีนลดลง
ขนาดของความปลาดใจต่อรางวัลเป็นเรื่องสัมพัทธ์ ไม่ใช่สัมบูรณ์
ระบบต้องปรับระดับของมันอยู่เป็นระยะ เพื่อที่จะรองรับระดับความเข้มข้น ที่เกิดจากสิ่งเร้าจำเพาะประเภท การตอบสนองต่อรางวัลใดก็ตาม เมื่อได้รับซ้ำๆ ก็ต้องเกิดความคุ้นชิน เพื่อให้ระบบสามารถตอบสนองระดับเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เพื่อรองรับสิ่งเร้าใหม่ลำดับถัดไป
โศกนาฏกรรมประจำชีวิตมนุษย์ก็คือ ยิ่งเราบริโภคมากเท่าใด เรากลับหิวมากขึ้นเท่านั้น มากขึ้น เร็วขึ้น และรุนแรงขึ้น สิ่งที่เป็นความสุขอย่างไม่คาดหมายเมื่อวานนี้ ก็กลายเป็นความสุขที่เรารู้สึกว่า ควรต้องได้รับอยู่แล้วในวันนี้ (เคยชิน-ความสุขลดลง) และมันจะไม่เพียงพออีกต่อไแในวันพรุ่งนี้....
โดพามีนไม่ใช่เรื่องของคววมสุขจากรางวัลตอบแทน แต่เป็นความสุขจากการไข่วคว้ารางวัล ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะสำเร็จ
คอร์เทกซ์ส่วนหน้า (PFC) คือผู้อยู่เบื้องหลัง ในภารกิจที่ต้องเลือกระหว่างรางวัลที่จะได้รับทันทีกับรางวัล (ที่ใหญ่กว่า) ที่ต้องรอก่อน
การพิจารณาถึงรางวัลที่จะได้รับทันที กระตุ้นการทำงานของเป้าหมายของโดพามีนในส่วนของลิมบิก
แต่ในส่วนของ PFC ทำให้มนุษย์เรามีความอดทนรอคอยได้นาน เช่นจำกัดแคลอรีเพื่อให้ได้หุ่นสวย ขยันเรียนเพื่อให้ได้เกรดสูง การอดออมเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ฯลฯ
นอกจากนี้ เรายังทำบางอย่างยิ่งกว่าอดทนยาวนานเสียอีกคือ ใช้พลัง
โดพามีน อดทนไข่วคว้าทำงานเพื่อรางวัลตอบแทนที่จะได้รับหลังจากเราตายไปแล้ว เช่น
เรารู้ว่าลูก ๆ ของเราจะได้รับเงินมรดกเพราะการเสียสละทางการเงินของเราหรือเราจะได้ใช้เวลานิรันดร์กาลอยู่ในสวรรค์
การลดมูลค่าของรางวัลที่จะได้รับตามเวลาที่เนิ่นนานออกไป ทำให้เราต้องใส่ใจกับอุณหภูมิของดาวโลกที่จะตกทอดไปยังรุ่นหลานรุ่นเหลน
การบริจาคอวัยวะให้กับคนที่ไม่รู้จัก
ประเทศชาติใกล้จะชนะสงครามเต็มทีเพราะเราได้สละชีพในสนามรบ
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ โดยพื้นฐานแล้วไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์ทำเช่นนั้นได้อย่างไร
ในด้านพฤติกรรมศาสตร์จึงมีคำถามขึ้นว่า คำว่าการเสียสละ (Altruism) มีอยู่จริงหรือไม่ การทำความดีกับความคาดหวังจะได้รับสิ่งตอบแทนสามารถแยกจากกันได้หรือเปล่า..
การเสียสละโดยใช่เหตุ (pathological altruism) คือ ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันและกัน (Code pendency-จิตวิทยา) ไม่ต้องมีเหตุผลมากมาย (คล้ายสมองส่วนหน้าถูกทำลาย-ประสาทวิทยา) ซึ่งมีความหมายว่า "การยอมเสียสละบางสิ่งบางอย่างไปโดยที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือโดยไม่จำเป็น"
ดังนั้นเรามักเห็นการกระทำที่ดีงามล้ำลึกต่าง ๆ เช่นที่กล่าวมาข้างต้น ที่อาจทำให้ผู้คนอยู่ไม่เป็นสุข เพราะมันมีธรรมชาติที่ห่างเกินและเย็นชา เป็นความดีงามแบบเลือดเย็น/รบกวนจิตใจ (แทนที่จะอบอุ่นหัวใจ)....
อ้างอิง:
Robert M. Sapolsky. (2568). BEHAVIOR. ชีววิทยาของมนุษย์ ยามดีสุดขั้วและขั่วสุดขีด [เขมลักษณ์ ดีประวัติ : ผู้แปล]. กรุงเทพฯ:โซเฟีย อมรินทร์ คอร์เปอเรขั่นส์.
โดพามีน : ชีววิทยาเบื้องหลังพฤติกรรม
รางวัลตอบแทน ความเพลิดเพลิน และความสุข สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ต่างแสวงหา...
สมองกลีบหน้า ส่วนที่เรียกว่า อืนซูลาร์คือ ส่วนที่มีบทบาทการรับรู้รสและความรู้สึกขยะแขยงทางศีลธรรม
แอนทีเรียร์ ซิงกูล่า คือ ส่วนที่เป็นศูนย์กลางแห่งเอ็มพาธีหรือความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น...
ส่วนความริษยา(ผู้อื่น) ที่เป็นความเจ็บปวด ซึ่งเมื่อรู้ว่าเขาที่ถูกริษยานั้น กลายเป็นผู้โชคร้ายกลับรู้สึกย่ามใจ (ชาเดินฟรอยเดอ-Schadenfreude)ไป เสียนี่...
ทั้งหมดที่กล่าวมา คือระบบโดพามีน..
โดพามีนถูกสังเคราะห์ขึ้นในพื้นที่ของสมอง หนึ่งในนั้นคือ พื้นที่ที่สร้างความเคลื่อนไหว
อีกพื้นที่หนึ่งคือ บริเวณที่ควบคุมการปล่อยโฮโมนต่อมใต้สมอง
แต่ระบบโดพามีนที่มีผลกับพวกเรา เกิดขึ้นจากพื้นที่สมองส่วนที่อยู่ใกล้กับก้านสมองที่เรียกว่า เทกเมนตัม และบริเวณท้ายสุดคือ แอกคัมเบลส์ มากที่สุด
โดยธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับสัญญาณจาก เทกเมนตัมหรือแอกคัมเบลส์ จะส่งสัญญาณกลับไป...
ที่น่าสนใจคือ การส่งกลับจาก
อมิกดาลาและ PFC (pre-frontal cortex) กล่าวคือ
ระบบโดพามีนเป็นเรื่องของรางวัล สิ่งเร้าความสุขสารพัน กระตุ้นเซลล์
ประสาทเทคเมนตัม ให้มันปล่อยโดพามีนออกมา ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ทางบวกหรือทางลบ แม้กระทั่งการไม่รู้สึกถึงความสุข ที่เรียกว่า อันฮีโดเนีย (Anhedonia)
รูปแบบการหลั่งโดพามีนที่น่าสนใจที่สุดคือ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
สิ่งนี้ ปลุกผีแห่งความริษยา ระบบโดพามีนทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับความอิจฉา ความขุ่นเคือง และความรู้สึกไม่แฟร์ รวมทั้งความคุ้นชินจากรางวัลที่ทำให้ระดับของโดพามีนลดลง
ขนาดของความปลาดใจต่อรางวัลเป็นเรื่องสัมพัทธ์ ไม่ใช่สัมบูรณ์
ระบบต้องปรับระดับของมันอยู่เป็นระยะ เพื่อที่จะรองรับระดับความเข้มข้น ที่เกิดจากสิ่งเร้าจำเพาะประเภท การตอบสนองต่อรางวัลใดก็ตาม เมื่อได้รับซ้ำๆ ก็ต้องเกิดความคุ้นชิน เพื่อให้ระบบสามารถตอบสนองระดับเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เพื่อรองรับสิ่งเร้าใหม่ลำดับถัดไป
โศกนาฏกรรมประจำชีวิตมนุษย์ก็คือ ยิ่งเราบริโภคมากเท่าใด เรากลับหิวมากขึ้นเท่านั้น มากขึ้น เร็วขึ้น และรุนแรงขึ้น สิ่งที่เป็นความสุขอย่างไม่คาดหมายเมื่อวานนี้ ก็กลายเป็นความสุขที่เรารู้สึกว่า ควรต้องได้รับอยู่แล้วในวันนี้ (เคยชิน-ความสุขลดลง) และมันจะไม่เพียงพออีกต่อไแในวันพรุ่งนี้....
โดพามีนไม่ใช่เรื่องของคววมสุขจากรางวัลตอบแทน แต่เป็นความสุขจากการไข่วคว้ารางวัล ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะสำเร็จ
คอร์เทกซ์ส่วนหน้า (PFC) คือผู้อยู่เบื้องหลัง ในภารกิจที่ต้องเลือกระหว่างรางวัลที่จะได้รับทันทีกับรางวัล (ที่ใหญ่กว่า) ที่ต้องรอก่อน
การพิจารณาถึงรางวัลที่จะได้รับทันที กระตุ้นการทำงานของเป้าหมายของโดพามีนในส่วนของลิมบิก
แต่ในส่วนของ PFC ทำให้มนุษย์เรามีความอดทนรอคอยได้นาน เช่นจำกัดแคลอรีเพื่อให้ได้หุ่นสวย ขยันเรียนเพื่อให้ได้เกรดสูง การอดออมเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ฯลฯ
นอกจากนี้ เรายังทำบางอย่างยิ่งกว่าอดทนยาวนานเสียอีกคือ ใช้พลัง
โดพามีน อดทนไข่วคว้าทำงานเพื่อรางวัลตอบแทนที่จะได้รับหลังจากเราตายไปแล้ว เช่น
เรารู้ว่าลูก ๆ ของเราจะได้รับเงินมรดกเพราะการเสียสละทางการเงินของเราหรือเราจะได้ใช้เวลานิรันดร์กาลอยู่ในสวรรค์
การลดมูลค่าของรางวัลที่จะได้รับตามเวลาที่เนิ่นนานออกไป ทำให้เราต้องใส่ใจกับอุณหภูมิของดาวโลกที่จะตกทอดไปยังรุ่นหลานรุ่นเหลน
การบริจาคอวัยวะให้กับคนที่ไม่รู้จัก
ประเทศชาติใกล้จะชนะสงครามเต็มทีเพราะเราได้สละชีพในสนามรบ
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ โดยพื้นฐานแล้วไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์ทำเช่นนั้นได้อย่างไร
ในด้านพฤติกรรมศาสตร์จึงมีคำถามขึ้นว่า คำว่าการเสียสละ (Altruism) มีอยู่จริงหรือไม่ การทำความดีกับความคาดหวังจะได้รับสิ่งตอบแทนสามารถแยกจากกันได้หรือเปล่า..
การเสียสละโดยใช่เหตุ (pathological altruism) คือ ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันและกัน (Code pendency-จิตวิทยา) ไม่ต้องมีเหตุผลมากมาย (คล้ายสมองส่วนหน้าถูกทำลาย-ประสาทวิทยา) ซึ่งมีความหมายว่า "การยอมเสียสละบางสิ่งบางอย่างไปโดยที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือโดยไม่จำเป็น"
ดังนั้นเรามักเห็นการกระทำที่ดีงามล้ำลึกต่าง ๆ เช่นที่กล่าวมาข้างต้น ที่อาจทำให้ผู้คนอยู่ไม่เป็นสุข เพราะมันมีธรรมชาติที่ห่างเกินและเย็นชา เป็นความดีงามแบบเลือดเย็น/รบกวนจิตใจ (แทนที่จะอบอุ่นหัวใจ)....
อ้างอิง:
Robert M. Sapolsky. (2568). BEHAVIOR. ชีววิทยาของมนุษย์ ยามดีสุดขั้วและขั่วสุดขีด [เขมลักษณ์ ดีประวัติ : ผู้แปล]. กรุงเทพฯ:โซเฟีย อมรินทร์ คอร์เปอเรขั่นส์.
รางวัลตอบแทน ความเพลิดเพลิน และความสุข สิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์ต่างแสวงหา...
สมองกลีบหน้า ส่วนที่เรียกว่า อืนซูลาร์คือ ส่วนที่มีบทบาทการรับรู้รสและความรู้สึกขยะแขยงทางศีลธรรม
แอนทีเรียร์ ซิงกูล่า คือ ส่วนที่เป็นศูนย์กลางแห่งเอ็มพาธีหรือความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น...
ส่วนความริษยา(ผู้อื่น) ที่เป็นความเจ็บปวด ซึ่งเมื่อรู้ว่าเขาที่ถูกริษยานั้น กลายเป็นผู้โชคร้ายกลับรู้สึกย่ามใจ (ชาเดินฟรอยเดอ-Schadenfreude)ไป เสียนี่...
ทั้งหมดที่กล่าวมา คือระบบโดพามีน..
โดพามีนถูกสังเคราะห์ขึ้นในพื้นที่ของสมอง หนึ่งในนั้นคือ พื้นที่ที่สร้างความเคลื่อนไหว
อีกพื้นที่หนึ่งคือ บริเวณที่ควบคุมการปล่อยโฮโมนต่อมใต้สมอง
แต่ระบบโดพามีนที่มีผลกับพวกเรา เกิดขึ้นจากพื้นที่สมองส่วนที่อยู่ใกล้กับก้านสมองที่เรียกว่า เทกเมนตัม และบริเวณท้ายสุดคือ แอกคัมเบลส์ มากที่สุด
โดยธรรมชาติ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับสัญญาณจาก เทกเมนตัมหรือแอกคัมเบลส์ จะส่งสัญญาณกลับไป...
ที่น่าสนใจคือ การส่งกลับจาก
อมิกดาลาและ PFC (pre-frontal cortex) กล่าวคือ
ระบบโดพามีนเป็นเรื่องของรางวัล สิ่งเร้าความสุขสารพัน กระตุ้นเซลล์
ประสาทเทคเมนตัม ให้มันปล่อยโดพามีนออกมา ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ทางบวกหรือทางลบ แม้กระทั่งการไม่รู้สึกถึงความสุข ที่เรียกว่า อันฮีโดเนีย (Anhedonia)
รูปแบบการหลั่งโดพามีนที่น่าสนใจที่สุดคือ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
สิ่งนี้ ปลุกผีแห่งความริษยา ระบบโดพามีนทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับความอิจฉา ความขุ่นเคือง และความรู้สึกไม่แฟร์ รวมทั้งความคุ้นชินจากรางวัลที่ทำให้ระดับของโดพามีนลดลง
ขนาดของความปลาดใจต่อรางวัลเป็นเรื่องสัมพัทธ์ ไม่ใช่สัมบูรณ์
ระบบต้องปรับระดับของมันอยู่เป็นระยะ เพื่อที่จะรองรับระดับความเข้มข้น ที่เกิดจากสิ่งเร้าจำเพาะประเภท การตอบสนองต่อรางวัลใดก็ตาม เมื่อได้รับซ้ำๆ ก็ต้องเกิดความคุ้นชิน เพื่อให้ระบบสามารถตอบสนองระดับเต็มเปี่ยมอีกครั้ง เพื่อรองรับสิ่งเร้าใหม่ลำดับถัดไป
โศกนาฏกรรมประจำชีวิตมนุษย์ก็คือ ยิ่งเราบริโภคมากเท่าใด เรากลับหิวมากขึ้นเท่านั้น มากขึ้น เร็วขึ้น และรุนแรงขึ้น สิ่งที่เป็นความสุขอย่างไม่คาดหมายเมื่อวานนี้ ก็กลายเป็นความสุขที่เรารู้สึกว่า ควรต้องได้รับอยู่แล้วในวันนี้ (เคยชิน-ความสุขลดลง) และมันจะไม่เพียงพออีกต่อไแในวันพรุ่งนี้....
โดพามีนไม่ใช่เรื่องของคววมสุขจากรางวัลตอบแทน แต่เป็นความสุขจากการไข่วคว้ารางวัล ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะสำเร็จ
คอร์เทกซ์ส่วนหน้า (PFC) คือผู้อยู่เบื้องหลัง ในภารกิจที่ต้องเลือกระหว่างรางวัลที่จะได้รับทันทีกับรางวัล (ที่ใหญ่กว่า) ที่ต้องรอก่อน
การพิจารณาถึงรางวัลที่จะได้รับทันที กระตุ้นการทำงานของเป้าหมายของโดพามีนในส่วนของลิมบิก
แต่ในส่วนของ PFC ทำให้มนุษย์เรามีความอดทนรอคอยได้นาน เช่นจำกัดแคลอรีเพื่อให้ได้หุ่นสวย ขยันเรียนเพื่อให้ได้เกรดสูง การอดออมเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ฯลฯ
นอกจากนี้ เรายังทำบางอย่างยิ่งกว่าอดทนยาวนานเสียอีกคือ ใช้พลัง
โดพามีน อดทนไข่วคว้าทำงานเพื่อรางวัลตอบแทนที่จะได้รับหลังจากเราตายไปแล้ว เช่น
เรารู้ว่าลูก ๆ ของเราจะได้รับเงินมรดกเพราะการเสียสละทางการเงินของเราหรือเราจะได้ใช้เวลานิรันดร์กาลอยู่ในสวรรค์
การลดมูลค่าของรางวัลที่จะได้รับตามเวลาที่เนิ่นนานออกไป ทำให้เราต้องใส่ใจกับอุณหภูมิของดาวโลกที่จะตกทอดไปยังรุ่นหลานรุ่นเหลน
การบริจาคอวัยวะให้กับคนที่ไม่รู้จัก
ประเทศชาติใกล้จะชนะสงครามเต็มทีเพราะเราได้สละชีพในสนามรบ
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ โดยพื้นฐานแล้วไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์ทำเช่นนั้นได้อย่างไร
ในด้านพฤติกรรมศาสตร์จึงมีคำถามขึ้นว่า คำว่าการเสียสละ (Altruism) มีอยู่จริงหรือไม่ การทำความดีกับความคาดหวังจะได้รับสิ่งตอบแทนสามารถแยกจากกันได้หรือเปล่า..
การเสียสละโดยใช่เหตุ (pathological altruism) คือ ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันและกัน (Code pendency-จิตวิทยา) ไม่ต้องมีเหตุผลมากมาย (คล้ายสมองส่วนหน้าถูกทำลาย-ประสาทวิทยา) ซึ่งมีความหมายว่า "การยอมเสียสละบางสิ่งบางอย่างไปโดยที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือโดยไม่จำเป็น"
ดังนั้นเรามักเห็นการกระทำที่ดีงามล้ำลึกต่าง ๆ เช่นที่กล่าวมาข้างต้น ที่อาจทำให้ผู้คนอยู่ไม่เป็นสุข เพราะมันมีธรรมชาติที่ห่างเกินและเย็นชา เป็นความดีงามแบบเลือดเย็น/รบกวนจิตใจ (แทนที่จะอบอุ่นหัวใจ)....
อ้างอิง:
Robert M. Sapolsky. (2568). BEHAVIOR. ชีววิทยาของมนุษย์ ยามดีสุดขั้วและขั่วสุดขีด [เขมลักษณ์ ดีประวัติ : ผู้แปล]. กรุงเทพฯ:โซเฟีย อมรินทร์ คอร์เปอเรขั่นส์.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น