การถกเถียงเรื่องโรงเรียนขนาดเล็กจบลงที่โรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม (The Small Schools Debate Ends at MFP School)
หากทุกคนพบตนเองในที่ตนเองอยู่ความมหัศจรรย์จะบังเกิดขึ้น...
คณะอนุกรรมการ ก.ต.ป.น. สพม.บร. ที่นำโดย รอง ผอ. สพม.บร. บุญชาย โชยรัมย์ เดินทางไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กที่อยู่ชายขอบ (Marginal School) เพื่อพิสูจน์ว่า มีคุณภาพต่ำกว่าโรงเรียนในเมือง แต่กลับพบว่า พวกเขาต้องเผชิญกับความจริงที่น่าตกตะลึงแทน....
โรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม อำเภอลำปลายมาศ จังหวัด บุรีรัมย์ มีนักเรียนทั้งหมดจำนวน 134 คน ครูจำนวน 12 คน มีห้องเรียน ม.ต้น และ ม.ปลาย จำนวน 6 ห้องเรียน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก อยู่ชายขอบพื้นที่บริการระหว่างอำเภอ มี ผอ. พลอยไพลิน สว่างพล เป็นผู้บริหาร...
ผอ. พลอยไพลิน สว่างพล
สังคมไทยมีทัศนคติที่หลากหลายเกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือชายขอบ ซึ่งมักจะมีความแตกต่างจากโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง ทัศนคติเหล่านี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายด้าน เช่น
1. คุณภาพการศึกษา หลายคนมองว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพการศึกษาที่ต่ำกว่าโรงเรียนในเมืองเนื่องจากขาดแคลนทรัพยากร ครูอาจารย์ และอุปกรณ์การเรียนการสอน
2. โอกาสทางการศึกษามีจำกัด โรงเรียนขนาดเล็กมักมีหลักสูตรที่จำกัดและขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่หลากหลาย ทำให้นักเรียนอาจเสียเปรียบในการแข่งขันเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับสูง
3. ความเหลื่อมล้ำ โรงเรียนขนาดเล็กถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมไทย ซึ่งเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลมักจะเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพต่ำกว่าเด็กในเมือง
4. บทบาทของโรงเรียน โรงเรียนขนาดเล็กมักเป็นศูนย์กลางของชุมชนในพื้นที่ห่างไกล เป็นสถานที่ที่เด็กๆ ได้เรียนรู้และเติบโต รวมถึงเป็นแหล่งรวมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน
5. ความท้าทาย โรงเรียนขนาดเล็กมักประสบปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร ทั้งงบประมาณ ครูอาจารย์ และอุปกรณ์การเรียนการสอน
ศน.ชนิศนันท์ เรืองอชิรพนธ์ ศน.ประจำฯ
ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 คณะอนุกรรมการ ก.ต.ป.น. ฯ ได้เข้าทำการประเมินคุณภาพการศึกษาในรอบปีการศึกษา 2567 ที่โรงเรียนแห่งนี้
การเตรียมการรอรับการประเมินตามธรรมเนียมของโรงเรียนโดยส่วนใหญ่ คือ จัดวางเอกสารจำนวนมากไว้บนโต๊ะ แล้วจำแนกตามรายการประเมิน ภายในห้องนำเสนอขนาดใหญ่
การใช้เอกสารเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือมีทั้งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ แต่ส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นเป็นเชิงลบมากกว่า ซึ่งสามารถพิจารณาได้ดังนี้
ความยุ่งยากและเสียเวลา การจัดเตรียมหรือตรวจสอบเอกสารอาจต้องใช้เวลาและความพยายามมาก ทำให้เกิดความยุ่งยากและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน
ค่าใช้จ่าย การขอเอกสารบางประเภทอาจมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าธรรมเนียม, ค่าบริการ, หรือค่าเดินทาง
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การเก็บรักษาหรือส่งต่อเอกสารที่ไม่ระมัดระวังอาจทำให้ข้อมูลรั่วไหล หรือถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
การพึ่งพาเอกสารมากเกินไป อาจทำให้มองข้ามข้อมูลหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง
แต่ที่โจษขานกันมากที่สุดในระบบโรงเรียนคือ การลดทอนเวลาเรียนของนักเรียนลง จนกระทบถึงคุณภาพการเรียนรู้ เนื่องจากครูต้องใช้เวลาที่เด็กต้องเรียนไปจัดทำเอกสาร เพื่อรองรับการประเมินตามจุดประสงค์ต่าง ๆ
รอง ผอ. สพม.บร. บุญชาย โชยรัมย์
"ในเรื่องนี้ กระทรวงศึกษาธิการถึงกับออกนโยบาย ให้นำเทคโนโลยีดิจิทัล มาบริหารจัดการ เพื่อลดภาระครูและลดการใช้กระดาษ"
ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัตินั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ปัจจัยด้านความรู้ ทักษะ เวลาและค่านิยมของบุคลากรมาสนับสนุนการดำเนินการ
โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนทรัพยากร ครูอาจารย์ และอุปกรณ์การเรียนการสอน ฯลฯ
คณะอนุ ก.ต.ป.น..และคณะครู
แต่ที่โรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม ได้ปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียนและชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการ (Management) เพื่อลดการใช้เอกสารลง จนไม่เหลือเอกสารให้คณะกรรมการ ฯ ได้ประเมิน 100 % ด้วยกระบวนวิธีดังนี้..
คณะครูแกนนำปฏิรูประบบ DMS
1. เปลี่ยนจากเอกสารกระดาษเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดปริมาณเอกสารที่ต้องจัดเก็บและจัดการ
2. ใช้ระบบการจัดการเอกสาร (Document Management System) เพื่อจัดเก็บ ค้นหา และจัดการเอกสารอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ใช้เครื่องมือและโปรแกรมที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น โปรแกรมสถิติ หรือโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เพื่อสรุปและนำเสนอข้อมูลในเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. สร้างความร่วมมือกับผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยการพูดคุยและปรึกษากับผู้ที่เกี่ยวข้องในการประเมิน เช่น ผู้บริหาร ครู หรือผู้ที่ถูกประเมิน เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับเอกสารที่จำเป็นและวิธีการประเมินที่เหมาะสม การทำงานร่วมกันจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายและมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งนำไปสู่การลดจำนวนเอกสารที่ไม่จำเป็นลงได้
5. ประเมินผลและปรับปรุงกระบวนการหลังจากที่ได้ลดจำนวนเอกสารลงแล้ว ได้ใช้การพูดคุยแลกเปลี่ยน ทำการประเมินผลระบบว่าวิธีการที่ใช้นั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ เมื่อพบว่ามีอะไรที่ต้องแก้ไขก็ช่วยกันปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น
โรงเรียนใช้เวลา 1 ปีการศึกษา เศษ ๆ ในการพัฒนาระบบ โดยไม่ได้ใช้งบประมาณแต่อย่างใด
ผอ.สัคสม พระภูจำนงค์ หัวหน้าฝ่ายแผนงาน สพม.บร.
ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นเพราะ ผู้บริหารเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) มีการใช้ภาวะผู้นำแบบกระจาย (Distributed Leadership) ให้กับครูที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวและมีทักษะด้านเทคโนโลยี สื่อสารกันด้วยความเข้าใจ
ที่สำคัญพวกเขามีความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม ไม่มีความรู้สึกถดถอยต่อค่านิยมทางสังคมที่มีต่อโรงเรียนขนาดเล็กแต่อย่างใด...
หลังจากได้เห็นด้วยตนเองแล้ว คณะอนุ ก. ต.ป.น. ฯ ก็ไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้...
บางครั้ง มนุษย์เราก็ผิดพลาดได้จากมุมที่มอง (Perception is not reality) ความที่ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ (Imperfection) จึงเป็นเหตุให้ความไม่สมบูรณ์แบบนั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายเสมอ..
ยังมีผู้คนบางส่วนเชื่อว่า คุณภาพการศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรียน
"แต่อยู่ที่ความตั้งใจของครูและการสนับสนุนของชุมชน"
โรงเรียนเล็กอาจมีข้อดีในเรื่องการดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด และการสอนที่ปรับให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ได้ดี
อ.บูรณินทร์ญา เทพอัก๋รณรงค์ ฝ่ายบุคลากร สพม.บร.
นับจากนี้ไป.. สิ่งท้าทายของพวกเขาคือ การนำเอาภาวะผู้นำการเรียนการสอน (Instructional Leadership) มาผสมผสาน (Blended) เข้ากับ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและภาวะผู้นำแบบกระจายที่มีอยู่แล้วให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
แน่นอนว่า อาจมีผู้คนจำนวนหนึ่งไม่เชื่อ..แต่ท่าน รอง ผอ. บุญชาย โชยรัมย์และคณะ ฯ เห็นพ้องต้องกันว่า โรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม
จิ๋วแต่แจ๋ว (Small is Beautiful)...
อ้างอิง:
กระทรวงศึกษาธิการ (2567). นโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ 2567 [สืบค้น 10 กุมภาพันธ์ 2568].www. moe.go.th
รายงานการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น