ชอบทำ 1 สิ่งเหมือนกัน "เด็กอนาคตดี"


ฮาร์วาร์ดยืนยัน เด็กที่มีศักยภาพในอนาคต 90% มักใช้เวลากับ "สิ่งนี้" การลงทุนที่ฉลาดที่สุด!

2025-08-08T06:37:00+07:0008 ส.ค. 68 (06:37 น.)

         "ถ้าคุณสามารถฝึกเด็กได้แค่ทักษะเดียว คุณควรเลือกอะไร?"  
       การศึกษา 50 ปีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เด็กที่มีศักยภาพในอนาคต 90% ใช้เวลากับสิ่งเดียวกัน! 

        จากข้อมูลของ Sohu มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำการสำรวจพบว่า นักศึกษา 90% ที่ได้รับทุนการศึกษาอย่างง่ายดาย ใช้เวลาว่างไปกับการ “อ่านหนังสือ” แทนที่จะเพลิดเพลินกับชายหาดอันอบอุ่น พวกเขากลับเลือกที่จะใช้เวลาในห้องสมุดแทน

        งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า นักศึกษาฮาร์วาร์ด 85% อ่านหนังสืออย่างน้อย 1 เล่มต่อสัปดาห์ (ผลสำรวจ Harvard Crimson ปี 2019) โดยเฉลี่ยแล้วนักศึกษาแต่ละคนอ่านหนังสือ 50-70 เล่มต่อปี (รวมถึงเอกสารทางวิชาการ)
ผลการศึกษาโดย National Endowment for the Arts สหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่า นักศึกษาที่อ่านหนังสือเพื่อความบันเทิงเป็นประจำมีคะแนน SAT สูงขึ้น 10-15% และโอกาสได้รับทุนการศึกษาเพิ่มขึ้น 27% ในกลุ่มที่อ่านหนังสือมากกว่า 15 เล่มต่อปี

        การอ่านหนังสือไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพูนความรู้เท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือฝึกการคิดวิเคราะห์และจินตนาการอีกด้วย คนประสบความสำเร็จจำนวนมากพิสูจน์แล้วว่า นิสัยการอ่านหนังสือคือ "ความลับ" ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต ดังเช่น
        • มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่จัดทำ "แผนการอ่านหนังสือรายสัปดาห์" มาตั้งแต่สมัยประถมศึกษา
        • บิล เกต ที่อ่านหนังสือปีละ 50 เล่ม และยอมรับว่า "การอ่านหนังสือไม่หยุดช่วยให้ผมมีความสามารถในการหาเงินที่แข็งแกร่ง"
        • ชาร์ลี มังเกอร์ อัจฉริยะด้านการลงทุน มักพกหนังสือติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เขากล่าวว่า "ความสำเร็จของผมเกิดจากการไม่เสียเวลาในการอ่านแม้แต่นาทีเดียว"

        ผลมหัศจรรย์ของการอ่านหนังสือ ไม่เพียงแต่เป็นนิสัยที่ดีเท่านั้น แต่ยังเป็น “ปาฏิหาริย์” ที่ช่วยให้เด็กๆ พัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และบุคลิกภาพ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์และประสบการณ์จริงมากมายได้พิสูจน์แล้วว่าเด็กที่รักการอ่านมักจะมีข้อได้เปรียบที่โดดเด่นทั้งในด้านการเรียนรู้และการใช้ชีวิต
        1. ขยายความรู้ หนังสือคือขุมทรัพย์แห่งความรู้ของมนุษย์ เมื่ออ่านหนังสือ เด็กๆ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศิลปะ คำศัพท์มากมายที่ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาและการแสดงออก การคิดเชิงตรรกะผ่านเรื่องราวและบทเรียนเชิงมนุษยธรรม นักเรียนหลายคนบอกว่าการอ่านหนังสือทำให้พวกเขาเข้าใจบทเรียนได้เร็วขึ้น คิดได้เฉียบแหลมมากขึ้น และได้คะแนนสูงในการสอบ
        2. พัฒนาจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ การอ่านช่วยกระตุ้นจินตนาการอันทรงพลัง ต่างจากการดูทีวีหรือเล่นเกม ขณะอ่าน เด็กๆ จะต้องจินตนาการถึงตัวละคร ฉาก และโครงเรื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้และการแก้ปัญหา พัฒนาทักษะการคิดเชิงภาพ ช่วยให้เด็กๆ ซึมซับความรู้ที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย ปลูกฝังความหลงใหลในงานศิลปะ เช่น การวาดภาพ การเขียน และบทกวี

        3. การฝึกอารมณ์และบุคลิกภาพ
หนังสือไม่เพียงแต่สอนความรู้ แต่ยังสอนให้ผู้คนรู้จักความเป็นมนุษย์อีกด้วย เรื่องราวเกี่ยวกับความเมตตา ความเพียรพยายาม มิตรภาพ และครอบครัว ช่วยให้เด็กๆ เข้าใจผู้อื่น เรียนรู้วิธีรับมือกับความยากลำบากจากตัวละครในหนังสือ เสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองและความมุ่งมั่นผ่านตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม
        4. ลดความเครียด เพิ่มสมาธิ ในยุคเทคโนโลยี เด็กๆ มักถูกรบกวนจากโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ได้ง่าย การอ่านช่วยพัฒนาความอดทน เพราะการอ่านต้องใช้สมาธิสูง นอกจากนี้ เด็กๆ ยังช่วยลดความเครียดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ่านหนังสือตลกหรือการ์ตูน และพัฒนาความจำด้วยการจดจำเนื้อเรื่อง
        5. การประหยัดต้นทุน การลงทุนที่ยั่งยืน เมื่อเทียบกับหลักสูตรทักษะราคาแพง หนังสือถือเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่คุ้มค่าที่สุด ราคาไม่แพงแต่คุ้มค่า อ่านได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกครั้ง เข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะจากห้องสมุดโรงเรียนหรืออีบุ๊ก การลงทุนในหนังสือเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุดสำหรับอนาคตของลูกของคุณ!





อ้างอิง:
www.Sanook com

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สิ่งมีชีวิตไม่จำเป็นต้องตาย...

ครูอนุสรา ชวนรัมย์ (มัท)

บทบาทผู้นำโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้: บทเรียนจาก สพม.บุรีรัมย์สู่การขับเคลื่อนคุณภาพอย่างยั่งยืนตามแนวคิด SLM Summit 2025