7 นิสัยการเรียนที่ควรสอนเด็ก ๆ ในปีการศึกษาใหม่นี้..(วิธีเรียนเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จทางวิชาการ)

การเรียนรู้ตามหลักสมอง (Brain-Based Learning)

7 นิสัยการเรียนที่ควรสอนเด็ก ๆ ในปีการศึกษาใหม่นี้

" การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จทางวิชาการ แต่ปัญหาคือเด็กหลายคนไม่เคยถูกสอนเลยว่า “ควรเรียนอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ”

 โดย Daniel Leonard
17 กรกฎาคม 2025


เมื่อต้นปีการศึกษาใหม่ ครูมักจะให้ความสำคัญกับการสร้างกิจวัตรในห้องเรียน การสร้างความสัมพันธ์ และการสอนเนื้อหา แต่กลับละเลยทักษะสำคัญพื้นฐานอย่างหนึ่งไป นั่นคือ “ทักษะการเรียน”

นักเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะในระดับมัธยม ไม่รู้ว่าการเรียนที่มีประสิทธิภาพจริง ๆ ควรเป็นอย่างไร และหากขาดพื้นฐานนี้ แม้บทเรียนจะน่าสนใจแค่ไหนก็อาจไม่ติดอยู่ในความทรงจำของพวกเขาได้

Daniel Willingham ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา เคยให้สัมภาษณ์กับ Edutopia ในปี 2023 ว่า

     “เมื่อคุณถามนักเรียนว่าทำไมถึงเลือกเรียนแบบนี้ คำตอบส่วนใหญ่คือ ‘ก็แค่ลองทำ ๆ ดู’ หรือไม่ก็ได้คำแนะนำมาจากยูทูบหรือเพื่อน”

ดังนั้น ครูควรใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อพูดคุยเรื่องกลยุทธ์การเรียน หรือแม้แต่สาธิตให้เห็นตรงในห้องเรียน ตัวอย่างเช่น Alison Stone ครูวิทยาศาสตร์มัธยมปลาย จะระบุชื่อกลยุทธ์อย่าง spaced practice และ retrieval อย่างชัดเจนเวลาที่ใช้ในชั้นเรียน พร้อมทั้งกระตุ้นให้นักเรียนลองนำไปใช้ที่บ้านด้วย

Willingham ได้แชร์ “กลยุทธ์การเรียนรู้ที่มีงานวิจัยสนับสนุน” หลายข้อไว้กับ KQED MindShift และเมื่อรวมกับคลังความรู้จาก Edutopia เราจึงได้ 7 เคล็ดลับการเรียนที่ควรสอนเด็ก ๆ ในปีนี้


1. กำจัดสิ่งรบกวน (Weed Out Distractions)
เด็ก ๆ มักคิดว่าโซเชียลมีเดียไม่ทำให้เสียสมาธิ แต่ผลวิจัยยืนยันตรงกันข้าม โทรศัพท์มือถือสร้างพฤติกรรม “เช็กบ่อย ๆ” และการหันไปตอบสนองต่อการแจ้งเตือนเพียงครั้งเดียวมักจะนำไปสู่การเล่นอย่างอื่นต่ออีกหลายขั้นตอน

แม้การถูกรบกวนเพียง 3 วินาที ก็อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

แค่มีโทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะโดยไม่แตะต้อง ก็ทำให้ประสิทธิภาพการเรียนลดลงได้

สอนนักเรียนอย่างไร:
แนะนำให้นักเรียนเลือกมุมเรียนที่ปลอดจากโทรศัพท์ ทีวี หรือเครื่องเล่นเกม

ให้ทำกิจกรรมทดลองง่าย ๆ คือเรียนพร้อมสิ่งรบกวนหนึ่งคืน และเรียนโดยไม่มีสิ่งรบกวนอีกคืน จากนั้นเปรียบเทียบเวลาและผลงานที่ได้ เด็ก ๆ จะเห็นด้วยตัวเองว่า สิ่งรบกวน “ขโมยเวลาและผลสัมฤทธิ์” ไปมากแค่ไหน

2. คิดแบบครู (Think Like an Educator)

การสอนผู้อื่นทำให้สมองทำงานซับซ้อนขึ้น และช่วยเพิ่มผลการเรียนได้อย่างชัดเจน การอธิบายบทเรียนกับเพื่อน หรือแม้แต่กับตัวเอง จะทำให้เห็นช่องว่างความเข้าใจของตนเอง

สอนนักเรียนอย่างไร:
ใช้กิจกรรมแบบ think-pair-share หรือ jigsaw ในห้องเรียน แล้วอธิบายให้นักเรียนรู้ว่าเพราะเหตุใดสิ่งนี้ถึงช่วยให้จำได้ดีขึ้น

หากไม่มีเพื่อนเรียน ให้ลองอธิบายออกเสียงกับตัวเอง ของเล่น (เช่น “เป็ดยาง”) หรือแม้แต่ใช้ AI chatbot ให้ตั้งคำถามทดสอบความเข้าใจ

3. เลิกอ่านโต้รุ่ง (No More Cramming)
การอ่านหนังสือสอบข้ามคืนเป็นวิธีที่ไม่ดีต่อทั้งร่างกายและสมอง การ “กระจายเวลาเรียน” (distributed practice) หลายวันจะช่วยจำได้นานกว่าและแม่นยำกว่า

สอนนักเรียนอย่างไร:
สอนการใช้สมุดวางแผน (planner) เพื่อไม่เพียงแค่จดวันสอบหรือส่งงาน แต่ต้องวางตาราง “แบ่งเวลาอ่านทีละน้อย”

ลองทำกิจกรรมจัดลำดับความสำคัญของงานกับทั้งห้อง โดยให้เด็ก ๆ เขียนงานที่ต้องทำบนกระดาน แล้วช่วยกันจัดอันดับตามเวลาและความยากง่าย

4. อย่าลืมพักสมอง (Don’t Forget to Take Breaks)
การพักสั้น ๆ ทำให้สมองได้ “เล่นซ้ำ” สิ่งที่เรียนมาในรูปแบบที่เข้มข้นกว่าเดิม

สอนนักเรียนอย่างไร:
แนะนำ “เทคนิค Pomodoro” (เรียน 25 นาที พัก 5–10 นาที) เพื่อเพิ่มแรงจูงใจและลดความล้า

ช่วยเด็ก ๆ แบ่งงานใหญ่ให้เป็นงานย่อย แล้วจัดเวลาลงในแต่ละรอบการเรียน

5. จดโน้ตให้มีคุณภาพ (Better Notes = Better Studying)

การจดคำพูดครูทั้งหมดไม่ใช่การเรียนรู้ แต่มักทำให้ได้โน้ตที่อ่านไม่เข้าใจในภายหลัง

สอนนักเรียนอย่างไร:
กระตุ้นให้จดเฉพาะประเด็นสำคัญและความเข้าใจของตัวเอง

ใช้สัญลักษณ์ เช่น ลูกศร คำถาม หรือการเขียนกำกับข้าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงความคิด

บอกนักเรียนว่าโน้ตควรเป็น “เอกสารที่มีชีวิต” ต้องกลับมาเติมและปรับปรุง

ครูบางคนถึงกับให้สอบจากความจำรอบหนึ่ง และสอบโดยใช้โน้ตรอบหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนปรับปรุงโน้ตของตนเอง

6. ฝึกความจำเชิงรุก (Give Your Memory a Workout)

การอ่านซ้ำ ๆ ไม่ช่วยจำได้ดีเท่าการ “ดึงข้อมูลออกมา” (active retrieval)

สอนนักเรียนอย่างไร:
ให้ปิดหนังสือแล้วลองเขียนสิ่งที่จำได้ (“brain dump”) ก่อนเปิดทวน

ใช้คำถามท้ายบท หรือสร้างแบบฝึกหัดจาก chatbot

ใช้แฟลชการ์ดอย่างมีระบบ โดยทบทวนจนตอบถูกได้ 4–5 ครั้ง เพื่อเพิ่มการคงจำได้ยาวนาน

7. ยอมรับความท้าทาย (Embrace the Challenge)
วิธีการเรียนที่ง่ายเกินไป มักให้ผลลวงว่า “เข้าใจแล้ว” แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ฝังอยู่ในความทรงจำ

สอนนักเรียนอย่างไร:
แนะนำให้นักเรียนเลือกใช้วิธีที่ท้าทาย เช่น การทดสอบตนเอง การสอนเพื่อน หรือการจัดระบบโน้ตใหม่

บอกนักเรียนว่า “ความยาก” คือสัญญาณว่ามีการเชื่อมโยงใหม่ ๆ เกิดขึ้นในสมอง และนั่นคือการเรียนรู้ที่แท้จริง

📌 สรุป
การสอนให้นักเรียนรู้จักวิธีเรียนอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นปี คือการลงทุนระยะยาว เพราะเมื่อเด็กเข้าใจว่าการเรียนรู้เชื่อมโยงกับสมองและพฤติกรรมของตนเองอย่างไร พวกเขาจะสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในโรงเรียนและในชีวิตจริง



อ้างอิง:
Daenisl Leonard. (2025). 7 Evidence-Based Study Habits to Teach Kids. Ediyopia. Facebook.com.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สิ่งมีชีวิตไม่จำเป็นต้องตาย...

ครูอนุสรา ชวนรัมย์ (มัท)

บทบาทผู้นำโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้: บทเรียนจาก สพม.บุรีรัมย์สู่การขับเคลื่อนคุณภาพอย่างยั่งยืนตามแนวคิด SLM Summit 2025