การลดทอน "เจตจำนงดี" และการสูญเสียความคิดสร้างสรรค์: บทวิเคราะห์ความไม่สมบูรณ์อย่างจงใจในยุคการศึกษาเชิงปริมาณ

การลดทอน "เจตจำนงดี" และการสูญเสียความคิดสร้างสรรค์: บทวิเคราะห์ความไม่สมบูรณ์อย่างจงใจในยุคการศึกษาเชิงปริมาณ

         แนวคิดเรื่อง "ความไม่สมบูรณ์อย่างจงใจ" (Intentional Imperfection) เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำความเข้าใจแหล่งกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
        อย่างไรก็ตาม บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ระบบการศึกษาในปัจจุบันได้กลายเป็น สาเหตุหลัก ที่ทำให้มนุษย์สูญเสียความกล้าที่จะยอมรับและสร้างความไม่สมบูรณ์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "เจตจำนงดี" (Good Will) อันเป็นรากฐานของศีลธรรมและเหตุผลตามแนวคิดของอิมมานูเอล คานท์

I. ความไม่สมบูรณ์อย่างจงใจ: แหล่ง
   กำเนิดของความคิดสร้างสรรค์
   ที่แท้ จริง
    ความหมายและการกล่าวว่า
"ความไม่สมบูรณ์อย่างจงใจ" (Intentional Imperfection) คือ การเลือกที่จะไม่แสวงหาความสมบูรณ์แบบสูงสุดตามมาตรฐานภายนอก แต่เป็นการ เปิดช่องว่าง (Vulnerability) ให้กับความบกพร่อง, ข้อผิดพลาด, หรือลักษณะเฉพาะตัวที่ผิดแผกไปจากบรรทัดฐาน การกระทำนี้ไม่ใช่การทำงานที่สะเพร่า แต่เป็นการ ตัดสินใจเชิงปรัชญา ว่ากระบวนการและความหมายของการสร้างสรรค์มีความสำคัญเหนือกว่าผลลัพธ์ที่ปราศจากตำหนิ
แนวคิดนี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแหล่งกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงเพราะ:
        การหลีกหนีการจำลองแบบ (Escaping Replication): ความไม่สมบูรณ์โดยเจตนาเป็นการใส่ "ลายเซ็น" ที่เป็นเอกเทศเฉพาะตัวลงในผลงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ซึ่งทำงานบนตรรกะและรูปแบบข้อมูลไม่สามารถจำลองหรือสร้างขึ้นได้เองโดยมี "แรงจูงใจดั้งเดิม" (Original Intent) (Goodfellow et al., 2016).
        การค้นพบ (Discovery) ผ่านความผิดพลาด: ความผิดพลาดและความล้มเหลวคือ พื้นที่ของการเรียนรู้เชิงวิวัฒนาการที่นำไปสู่การค้นพบใหม่ การยึดติดกับความสมบูรณ์แบบจะปิดกั้นโอกาสในการสำรวจเส้นทางที่แตกต่างจากที่เคยถูกกำหนดไว้
       หลักการของเหตุและผล: ความไม่สมบูรณ์ vs. เจตจำนงดี
       ตามหลักการของเหตุและผลที่ว่า "ทุกเหตุมีผล ทุกผลมีเหตุ" และสมมติฐานของ อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) ที่ว่า "มนุษย์คือ สิ่งมีเหตุผล" และ "เจตจำนงดี (good will) คือ สิ่งเดียวที่ดีอย่างไม่มีเงื่อนไข" (Kant, 1785/1997) นั้น สองแนวคิดนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง:
        เจตจำนงดี คือ การกระทำที่ตั้งอยู่บนเหตุผลและ ความเป็นอิสระ โดยไม่มีเงื่อนไขจากผลลัพธ์หรือความรู้สึก
        เมื่อมนุษย์สูญเสียความกล้าที่จะสร้างความไม่สมบูรณ์อย่างจงใจ ก็เท่ากับว่ามนุษย์กำลังถูกควบคุมโดย "เงื่อนไขภายนอก" (คะแนน, เกณฑ์ประเมิน, ความคาดหวังของระบบ) ซึ่งขัดต่อหลักการของเจตจำนงดีที่ต้องเป็นอิสระจากสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น 
        ดังนั้น " การสูญเสียความไม่สมบูรณ์อย่างจงใจจึงเป็นเหตุที่ทำลายเจตจำนงดี" 

II. ระบบการศึกษา: ตัวเร่งปฏิกิริยา
    แห่งความว่างเปล่า
     ระบบการศึกษาในปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญของสาเหตุที่บั่นทอนความกล้าที่จะสร้างความไม่สมบูรณ์อย่างจงใจ โดยการสร้างเงื่อนไขภายนอกที่ครอบงำเจตจำนงภายใน:
      ๑. การฝึกฝนสู่ "ผู้ทำซ้ำที่สมบูรณ์แบบ"
          ระบบที่ตัดสินคุณค่าของนักเรียนด้วยคะแนน, เกณฑ์ประเมิน (Rubrics) และความสมบูรณ์แบบตามกรอบ (Standardized Perfection) ได้ฝึกให้นักเรียนเป็น "ผู้ทำซ้ำที่สมบูรณ์แบบ" (Perfect Reproducers)
          เหตุ: การศึกษาเน้นการทำตามเกณฑ์ (System Compliance) เพื่อให้ได้คะแนนสูงสุด
          ผล: มนุษย์สูญเสียความกล้าที่จะทดลอง, ตั้งคำถาม, หรือสร้างสิ่งที่ "ผิดไปจากตำรา" (ฐนพงศ์ ลือขจรชัย, 2565) เมื่อความผิดพลาดเท่ากับ "ความล้มเหลว" มนุษย์จึงหลีกเลี่ยงความไม่สมบูรณ์อย่างจงใจ ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงวิวัฒนาการ

       ๒. การใช้แรงจูงใจภายนอกและการลดทอน "เจตจำนงภายใน"
           เมื่อระบบการศึกษาใช้แรงจูงใจภายนอก (External Motivation) เช่น การสอบผ่าน หรือการได้งานทำ เป็นเป้าหมายสูงสุด นักเรียนจะถูกฝึกให้เรียนรู้โดยขาด ความสงสัยใคร่รู้ (Curiosity) และ เจตจำนงภายใน (Good Will)
           เหตุ: การเรียนรู้เปลี่ยนจาก "การค้นหาความหมาย" เป็น "การทำตามเงื่อนไข"
           ผล: มนุษย์สร้างงานโดยขาด "ความมุ่งหมาย" และ "เสียง (Voice)" ที่แท้จริง (Autonomy of Origin) ทำให้เกิด ความว่างเปล่าทางจิตวิญญาณ เพราะผลลัพธ์ที่ได้มาไม่ได้มาจากเจตจำนงที่แท้จริงของตน แต่มาจากความต้องการของระบบ

       ๓. การขาดพื้นที่สำหรับการพัฒนาทางจริยธรรม
           ระบบการศึกษาที่เน้นการแข่งขันและภาระงานที่หนักอึ้ง มักขาดพื้นที่สำหรับการตั้งคำถามที่ทรงพลัง (Powerful Questioning) และการแลกเปลี่ยนความรู้สึกเชิงลึก
           เหตุ: นักเรียนถูกเร่งรัดให้ประมวลผลข้อมูลเชิงตรรกะและแข่งขันกันด้านคะแนน
           ผล: มนุษย์ขาดโอกาสในการพัฒนา ความรับผิดชอบทางจริยธรรมและอารมณ์ (Ethical and Emotional Accountability) ซึ่งเป็นรากฐานของ ศีลธรรมที่ตั้งอยู่บนเหตุผล ตามที่คานท์กล่าวไว้ การตัดสินใจจึงถูกควบคุมโดยตรรกะที่แห้งแล้ง หรือผลลัพธ์เชิงปริมาณเท่านั้น ทำให้ความสามารถในการตัดสินใจบนพื้นฐานของมนุษยธรรมอ่อนแอลง

สรุป
        ความไม่สมบูรณ์อย่างจงใจคือ อิสระในการสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นผลผลิตโดยตรงจาก เจตจำนงดี ที่เป็นอิสระจากเงื่อนไขภายนอก หากระบบการศึกษายังคงเป็น ตัวเร่งปฏิกิริยา ในการทำลายความกล้าที่จะสร้างความไม่สมบูรณ์นี้ โดยการกำหนดความสมบูรณ์แบบเชิงปริมาณเป็นกฎสูงสุด มันก็เท่ากับเป็นการ ลดทอน  "เจตจำนงดี" และบั่นทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ (Reclaiming the Human Core) ในยุคที่ AI กำลังเข้ามาแทนที่งานเชิงตรรกะ มนุษย์จึงต้องทวงคืนความไม่สมบูรณ์นี้กลับมา เพื่อยืนยันคุณค่าของการเป็น "ผู้สร้างความหมาย" ที่มีอิสระทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริง








อ้างอิง (References)
Goodfellow, I., Bengio, Y., & Courville, A. (2016). Deep learning. MIT Press.

Kant, I. (1997). Groundwork of the metaphysics of morals (M. Gregor, Ed. & Trans.). Cambridge University Press. (Original work published 1785)

ฐนพงศ์ ลือขจรชัย. (2565). รางวัลแด่ความว่างเปล่า: เมื่อการศึกษาทำให้มนุษย์ลืมว่าฝัน. Illuminations Editions.


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สิ่งมีชีวิตไม่จำเป็นต้องตาย...

ครูอนุสรา ชวนรัมย์ (มัท)

บทบาทผู้นำโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้: บทเรียนจาก สพม.บุรีรัมย์สู่การขับเคลื่อนคุณภาพอย่างยั่งยืนตามแนวคิด SLM Summit 2025