การขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณภาพ สพม.บุรีรัมย์: จากกระบวนทัศน์อภิปัญญาสู่การปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน
การขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณภาพ สพม.บุรีรัมย์: จากกระบวนทัศน์
อภิปัญญาสู่การปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน
(Driving the Quality Chain in Buriram Secondary Educational Service Area: From Meta-Cognitive Paradigm to Practice for Sustainability)
วิกฤตการณ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 25 สะท้อนถึง "ปัญหาคอขวด" (Bottleneck Problem) ที่สั่งสมมานานกว่าสองทศวรรษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ (สพม.บุรีรัมย์) ได้วิเคราะห์พบว่า รากเหง้าของปัญหาเกิดจาก "กับดักข้อมูล" (Data Trap) ที่มุ่งเน้นการจัดทำรายงานประกันคุณภาพภายใน (SAR) เพียงเพื่อให้ "ผ่านเกณฑ์" เชิงเอกสาร แต่กลับไม่สะท้อนถึงสมรรถนะที่แท้จริงของผู้เรียน บทความนี้มุ่งนำเสนอการ
บูรณาการแนวคิด อภิปัญญา (Metacognition) เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบจากการประเมินเพื่อรายงาน สู่การประเมินเพื่อพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม
การคิดบนฐานอภิปัญญา: การมองข้ามกระดานรายงาน
อภิปัญญา คือ กระบวนการที่บุคคลตรวจสอบและกำกับกระบวนการคิดของตนเอง (Thinking about Thinking) เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในระดับบริหารผ่านกลไกคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) จะสามารถแบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ระยะตามกรอบอภิปัญญา ดังนี้:
1. ระยะการวางแผน (Planning Phase):
ทลายสะพานที่ขาดตอนในระยะนี้ ผู้บริหารและครูต้องใช้ "มุมมองโดรน" (Drone View) เพื่อมองเห็นภาพรวมของสะพานแห่งความสำเร็จที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ หลักสูตร การสอน และการประเมิน
แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงเสาใดเสาหนึ่ง การวางแผนต้องมุ่งเป้าไปที่การนำแนวคิดการประเมินคุณภาพสูง (High-Quality Instructional Assessments: HQIA) มาใช้เป็น "เครื่องมือวินิจฉัย" แทนเครื่องมือตัดสินผล เพื่อให้ครูทราบข้อมูลล่วงหน้าว่าควรปรับการสอนในวันพรุ่งนี้อย่างไร (Achievement Network, 2025)
2. ระยะการติดตามและกำกับ (Monitoring Phase): กลไกตรวจสอบเชิงอิสระ
เปรียบเสมือน "เสียงที่สอง" (The Second Voice) ที่คอยเตือนสติระบบ สพม.บุรีรัมย์ จำเป็นต้องใช้กลไกตรวจสอบเชิงอิสระ (Independent Verification Mechanism) เพื่อทำหน้าที่เป็น "Second Opinion" ผ่านการสุ่มตรวจหลักฐานเชิงประจักษ์ (Spot Check) เช่น ร่องรอยการเรียนรู้ในสมุดแบบฝึกหัด มากกว่าการดูเพียงเล่มรายงาน การใช้นิเทศดิจิทัลเพื่อ "เฝ้าระวัง" จะทำหน้าที่เหมือนระบบ GPS ที่ติดตามความคืบหน้าแบบ Real-time ช่วยให้เห็นการกระจายตัวของคะแนนที่แท้จริงมากกว่าค่าเฉลี่ยที่มักหลอกตา
3. ระยะการประเมินผล (Evaluating Phase): การสร้างห่วงโซ่ที่ยั่งยืน
ในระยะสุดท้าย ข้อมูลจากการนิเทศต้องถูกนำมาสะท้อนกลับเพื่อปิดวงจรห่วงโซ่คุณภาพ (Quality Chain) ผ่านโมเดล "BURI" (Beyond Averages, Unlink Data Trap, Real-time Coaching, และ Integrated Quality)
การประเมินในระยะนี้ไม่ใช่เพื่อการลงโทษ (Discipline) แต่เพื่อการวินิจฉัย (Diagnosis) และระบุความเสี่ยง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการในปีการศึกษาถัดไปอย่างต่อเนื่อง (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์, 2569)
บทสรุป
การเปลี่ยนผ่านจาก "รายงานเพื่อผ่าน" สู่ "เครื่องมือเพื่อพัฒนา" คือการใช้พลังแห่งอภิปัญญาเพื่อหยุดการทำงานแบบอัตโนมัติ (Autopilot) ที่ทำตามระเบียบเดิมๆ แล้วหันมาใช้ "เครื่องสแกนอัจฉริยะ" ในการตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน หาก สพม.บุรีรัมย์ สามารถเชื่อมโยงทุกห่วงโซ่การศึกษาเข้าด้วยกันได้สำเร็จ จะเป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยั่งยืน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและการศึกษาของนักเรียนในพื้นที่อย่างแท้จริง
อ้างอิง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์. (2569). แนวทางการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา สพม.บุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2569 [Infographic]. เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ.
Achievement Network. (2025). Introducing High-Quality Instructional Assessments (HQIA): Your New Instructional Ally. https://www.achievementnetwork.org/hqia-intro
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น