วิทยาศาสตร์ของความชรา (มี podcast)



วิทยาศาสตร์ของความชรา

การเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาอย่างเงียบ ๆ ที่กำหนดสุขภาพของคุณในอนาคต
      บทความนี้นำเสนอแนวคิดของ "ดร.มอร์แกน เลวีน" เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง "อายุตามปฏิทิน"  และ "อายุทางชีวภาพ" ซึ่งสะท้อนถึงความเสื่อมถอยของร่างกายในระดับเซลล์และโมเลกุลอย่างแท้จริง 
      เนื้อหาเน้นย้ำว่าพันธุกรรมไม่ใช่ตัวกำหนดชะตากรรมของสุขภาพทั้งหมด แต่เราสามารถใช้ "วิทยาศาสตร์การวัดอายุ"  เช่น "นาฬิกาอีพิเจเนติก"  เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคและอัตราการแก่ตัวได้ 
      การปรับเปลี่ยน "พฤติกรรมการใช้ชีวิต"  ทั้งด้านการกิน การนอน และการออกกำลังกาย ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการชะลอความชราเพื่อเพิ่ม "ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี" แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการมีอายุยืนยาวเพียงอย่างเดียว 
      เป้าหมายสูงสุดของงานวิจัยนี้คือการส่งเสริมให้ผู้คนตระหนักถึงพลังในการควบคุมสุขภาพของตนเอง เพื่อป้องกันโรคเสื่อมตามวัยและยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาวให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


Big Think
24 มกราคม 2026

      แม้เราทุกคนจะรู้จัก “อายุจริงตามปฏิทิน” ของตนเอง — จำนวนเทียนบนเค้กวันเกิดล่าสุด — แต่ตัวเลขนั้นกลับไม่สำคัญเท่ากับ “อายุทางชีวภาพ” อายุทางชีวภาพสะท้อนถึงระดับของความสึกหรอที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเราในปัจจุบัน และ ดร.มอร์แกน เลวีน (Dr. Morgan Levine) นักวิจัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ความชรา ได้อุทิศชีวิตการทำงานของเธอเพื่อพัฒนาวิธีการวัดอายุประเภทนี้

      เลวีนให้เหตุผลว่า เรามักประเมินพลังที่เรามีต่อกระบวนการแก่ชราของร่างกายต่ำเกินไป หลายคนเชื่อว่าสุขภาพและชะตากรรมของตนถูกกำหนดตายตัวโดยพันธุกรรม แต่ชีววิทยากลับบอกเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจกลไกของความชราจะช่วยให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตอย่างมีความหมาย ซึ่งไม่เพียงแต่อาจยืดอายุขัย (lifespan) แต่ยังเพิ่ม “ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี” หรือ healthspan ได้อีกด้วย


ถอดเทปการสัมภาษณ์ (Transcript)

วิทยาศาสตร์ของความชรา

      ฉันชื่อ ดร.มอร์แกน เลวีน ฉันศึกษาวิทยาศาสตร์ของความชรา และหนังสือของฉันชื่อ True Age ความสนใจของฉันในเรื่องความชราเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะพ่อของฉันค่อนข้างมีอายุมากตอนฉันเกิด เขาอายุประมาณกลาง ๆ ห้าสิบ ทำให้ฉันตระหนักถึงกระบวนการแก่ชราตั้งแต่เด็ก

      ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงความเสี่ยงต่อโรคหรือความตายของพ่อแม่ ฉันกลับคิดถึงมันอยู่เสมอ เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ฉันได้รู้ว่ามีสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ทั้งสาขาที่มุ่งทำความเข้าใจกระบวนการแก่ชรา และอาจเข้าไปแทรกแซงมันได้ การค้นพบนี้ผลักดันให้ฉันทำงานในสายวิทยาศาสตร์ความชราอย่างจริงจัง

      งานวิจัยปัจจุบันของฉันมุ่งเน้นไปที่การ “วัด” ความชรา เราจะสามารถนำการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์และโมเลกุลทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับคน ๆ หนึ่ง มาสรุปเป็นตัวเลขได้หรือไม่ เพื่อบอกว่าพวกเขากำลังแก่เร็วหรือช้ากว่าที่ควรจะเป็น

      เราทุกคนแก่ขึ้น แต่เราไม่ได้แก่ในอัตราเดียวกัน ห้องแล็บของเราสนใจว่าเราจะสามารถใส่ตัวเลขให้กับอัตราความชรานี้ได้หรือไม่ เพราะมันน่าจะมีนัยสำคัญต่อความเสี่ยงของโรคในอนาคต อายุขัยที่เหลืออยู่ และประเด็นด้านสุขภาพอื่น ๆ ที่ผู้คนให้ความสำคัญ

      หลายคนไม่ตระหนักว่าพวกเรามีพลังในการกำหนดความชราของตนเองมากเพียงใด ผู้คนมักคิดว่าอายุขัยหรือความเสี่ยงต่อโรคอย่างมะเร็งหรือโรคหัวใจ เป็นเรื่องของพันธุกรรมหรือความหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความจริงคือเรามีความสามารถในการปรับเปลี่ยนความเสี่ยงเหล่านั้นได้มากกว่าที่คิด อย่างน้อยก็ในแง่ของ “เวลา” ที่โรคจะเกิดขึ้น

      การช่วยให้ผู้คนเข้าใจชีววิทยาของความชราและเหตุผลที่มันสำคัญต่อโรค จะช่วยเสริมพลังให้พวกเขาลงมือทำสิ่งที่มีความหมาย เพื่อชะลอความชราและเพิ่มสิ่งที่เราเรียกว่า healthspan — ช่วงชีวิตที่ปราศจากโรค

การวัดอายุ: อายุชีวภาพ vs อายุปฏิทิน

      คนส่วนใหญ่มองอายุในแง่ของเวลา เรารู้ว่าเราเกิดมากี่ปีแล้ว และใช้ปี เดือน วันเป็นตัววัดความชรา แต่ตัวเลขนี้ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ เราหมกมุ่นกับอายุปฏิทินเพราะมันสัมพันธ์กับกระบวนการแก่ชราทางชีวภาพ

      เมื่อเวลาผ่านไป ระบบที่มีชีวิตจะเสื่อมถอยและทำงานได้แย่ลง เราเรียกสิ่งนี้ว่ากระบวนการแก่ชราทางชีวภาพ ซึ่งแตกต่างจากเวลา เพราะมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้

      เรารู้เรื่องนี้จากการเปรียบเทียบสิ่งมีชีวิตต่างชนิด สุนัขอายุ 10 ปีกับมนุษย์อายุ 10 ปี มีระดับความเสื่อมต่างกันอย่างชัดเจน แม้ในมนุษย์เอง คนอายุ 50 ปีสองคนอาจมีสุขภาพและอัตราความแก่ต่างกันอย่างมาก


ความชราในระดับที่มองไม่เห็น

      สิ่งที่เรามองว่าเป็นความแก่ เช่น ความเร็วในการเดิน ริ้วรอย ผมหงอก หรือโรคต่าง ๆ แท้จริงแล้วเป็น “ผลลัพธ์” ของความชรา ไม่ใช่จุดเริ่มต้น

      ความชราเริ่มต้นที่ระดับโมเลกุลและเซลล์ อายุในบัตรประชาชนมีความหมายเพียงเพราะมันสัมพันธ์กับอายุชีวภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควรสนใจจริง ๆ

เราสามารถวัดความชราได้หรือไม่

      อายุชีวภาพหมายถึงระดับที่ชีววิทยาของเราถูกเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นำไปสู่ความเสื่อมและโรค เป้าหมายหลักของวิทยาศาสตร์ความชราคือการหาวิธีวัดกระบวนการนี้

การวัดความชรามีข้อดี 3 ประการ
      1. เพื่อเข้าใจว่าความชราเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะแทรกแซงได้อย่างไร
      2. เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดในการทดลองทางคลินิก
      3. เพื่อให้แต่ละคนเข้าใจสุขภาพของตนเองและความเสี่ยงของโรค

      หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ “อายุฟีโนไทป์” (Phenotypic Age) ซึ่งคำนวณจากตัวชี้วัดทางสรีรวิทยา เช่น ผลเลือด การทำงานของตับ ไต ระบบเผาผลาญ การอักเสบ และภูมิคุ้มกัน
      โดยเฉลี่ย อายุฟีโนไทป์จะเพิ่มขึ้นหนึ่งปีต่อปีตามอายุปฏิทิน แต่ในอุดมคติ เราต้องการให้มันเพิ่มช้ากว่านั้น


อีพิเจเนติกส์และนาฬิกาความชรา
     หนึ่งใน “กลไกหลักของความชรา” คือ อีพิเจเนติกส์ ซึ่งเปรียบเสมือนระบบปฏิบัติการของเซลล์ แม้เซลล์ผิวหนังและเซลล์สมองจะมี DNA เหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้มันต่างกันคืออีพิเจโนม
     DNA methylation เป็นเครื่องหมายทางเคมีที่บอกว่า DNA ส่วนใดควรถูกเปิดหรือปิด รูปแบบของมันเปลี่ยนไปตามอายุ และสามารถใช้ AI ทำนายอายุชีวภาพได้ สิ่งนี้เรียกว่า “นาฬิกาอีพิเจเนติก”

      นาฬิกานี้สามารถทำนายความเสี่ยงของโรค อายุขัยที่เหลือ และมีความเกี่ยวข้องกับโรคอย่างมะเร็ง อัลไซเมอร์ เบาหวาน และโรคปอด

การแทรกแซงความชราอย่างระมัดระวัง
     แม้นาฬิกาอีพิเจเนติกจะมีประโยชน์ แต่ยังไม่สมบูรณ์ เราไม่ควร “หมกมุ่นกับตัวเลข” หรือไบโอแฮ็กเพื่อให้ตัวเลขดีขึ้นเพียงอย่างเดียว
     หากพฤติกรรมที่เราทำดีต่อสุขภาพ เช่น ออกกำลังกาย กินดี นอนดี ลดความเครียด และสิ่งเหล่านี้สะท้อนในอายุชีวภาพ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี


ไลฟ์สไตล์คือพลังที่แท้จริง
     จนกว่าวิทยาศาสตร์จะมีวิธีรักษาความชรา ไลฟ์สไตล์คือเครื่องมือที่ดีที่สุดของเรา การออกกำลังกาย อาหาร การนอน และการไม่สูบบุหรี่ ล้วนเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานของร่างกาย


โภชนาการกับอายุยืน

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า
     ปริมาณอาหาร
     ชนิดของอาหาร
     เวลาในการกิน

     ล้วนส่งผลต่อความชรา การจำกัดแคลอรีอย่างพอเหมาะ การหลีกเลี่ยงการกินเกินความจำเป็น อาหารจากพืชเป็นหลัก ลดน้ำตาล และการอดอาหารเป็นช่วง ๆ (intermittent fasting) อาจเลียนแบบประโยชน์ของการจำกัดแคลอรีได้
     อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ต้องปรับให้เหมาะกับแต่ละคน ไม่มีสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน

สรุป
     ความชราไม่ใช่โรค แต่เป็นกระบวนการที่อยู่เบื้องหลังโรคส่วนใหญ่ หากเราชะลอมันได้ เราอาจป้องกันหรือเลื่อนการเกิดโรคได้ในวงกว้าง เป้าหมายของวิทยาศาสตร์ความชราไม่ใช่อมตะ แต่คือการทำให้มนุษย์มีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีคุณภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สิ่งมีชีวิตไม่จำเป็นต้องตาย...

ครูอนุสรา ชวนรัมย์ (มัท)

บทบาทผู้นำโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้: บทเรียนจาก สพม.บุรีรัมย์สู่การขับเคลื่อนคุณภาพอย่างยั่งยืนตามแนวคิด SLM Summit 2025