"The Effectiveness and Features of Formative Assessment in US K-12 Education: A Systematic Review

      "The Effectiveness and Features of Formative Assessment in US K-12 Education: A Systematic Review" โดย Hansol Lee และคณะ (2020) มี podcast. 

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมานเพื่อประเมิน**ประสิทธิผลของการประเมินเพื่อการพัฒนา (Formative Assessment)** ในระบบการศึกษา K-12 ของสหรัฐอเมริกา โดยรวบรวมข้อมูลจาก 33 การศึกษา พบว่าการประเมินรูปแบบนี้ช่วย**ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน**ของนักเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญในวิชาคณิตศาสตร์ การอ่านเขียน และศิลปะ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดคือการสนับสนุนให้**นักเรียนประเมินตนเอง** รวมถึงการให้**ผลสะท้อนกลับอย่างเป็นทางการ**ในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมระหว่างหน่วยการเรียนรู้ นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าการ**วางแผนปรับปรุงการสอน**ของครูตามข้อมูลผลการประเมินและการจัด**อบรมพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง**เป็นองค์ประกอบหลักที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดีกว่าการประเมินแบบไม่เป็นทางการเพียงอย่างเดียว สรุปได้ว่าการเปลี่ยนบทบาทให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จทางการศึกษาในระยะยาว


สรุปบทความ
       เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) เพื่อศึกษาผลของการประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Formative Assessment) ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (K-12) ในสหรัฐอเมริกา โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. ภาพรวมของประสิทธิภาพ
     ผลในเชิงบวก: การใช้การประเมินเพื่อการเรียนรู้มีผลเชิงบวกต่อการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าขนาดอิทธิพล (Effect Size) โดยรวมอยู่ที่ d = 0.29 ซึ่งถือว่าเป็นผลในระดับน้อยถึงปานกลาง แต่มีความสม่ำเสมอในหลายบริบท
     จำแนกตามรายวิชา: พบว่าส่งผลดีในหลายวิชา โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ (d = 0.34), การอ่านเขียน/ภาษา (d = 0.33) และศิลปะ (d = 0.29)

2. ลักษณะสำคัญที่ทำให้การประเมินมีประสิทธิภาพ
    ผู้วิจัยพบว่าปัจจัยบางประการช่วยส่งเสริมให้การประเมินเพื่อการเรียนรู้ได้ผลดียิ่งขึ้น ได้แก่:
     การประเมินตนเองของนักเรียน (Student-initiated Self-assessment): เป็นปัจจัยที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (d = 0.61) การที่นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินความก้าวหน้าของตนเองช่วยให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-regulated learning) ได้ดีกว่าการรอรับการประเมินจากครูเพียงอย่างเดียว
     หลักฐานการประเมินที่เป็นทางการ (Formal Evidence): การให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ที่มีหลักฐานชัดเจน เช่น ข้อเขียนบนควิซหรือใบงาน (d = 0.40) มีประสิทธิภาพมากกว่าการสังเกตหรือพูดคุยแบบไม่เป็นทางการเพียงอย่างเดียว
    วงจรการประเมินระยะกลาง (Medium-cycle Length): การประเมินที่เกิดขึ้นภายในหน่วยการเรียนรู้หรือระหว่างหน่วยการเรียนรู้ (d = 0.52) ให้ผลดีกว่าการประเมินแบบสั้นๆ ในรายชั่วโมง หรือการประเมินระยะยาวที่ห่างกันเกินไป

3. การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift)
    งานวิจัยชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ "ครูเป็นศูนย์กลาง" ในการให้คะแนน/ประเมิน ไปสู่การที่ "นักเรียนเป็นศูนย์กลาง" มากขึ้น โดยเน้นให้นักเรียนใช้ผลการประเมินเพื่อปรับปรุงวิธีการเรียนรู้ของตนเอง
   การให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ไม่ได้เป็นเพียงการบอกว่า "ถูกหรือผิด" แต่เป็นการชี้แนะแนวทางให้นักเรียนพัฒนาไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

4. ข้อเสนอแนะสำหรับครูและผู้ใช้
    ควรส่งเสริมให้นักเรียนฝึกทักษะการประเมินตนเอง (Self-assessment)
    ควรมีการวางแผนการประเมินระหว่างเรียนที่มีโครงสร้างชัดเจนและให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้เด็กนำไปปรับปรุงได้จริง
    การประเมินควรสอดแทรกอยู่ในกระบวนการเรียนการสอน (Instructional units) อย่างเหมาะสม ไม่ใช่ทำเฉพาะตอนจบเทอม

สรุปสั้นๆ: 
     การประเมินเพื่อการเรียนรู้ช่วยยกระดับผลการเรียนได้จริง โดยเฉพาะเมื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ประเมินตนเอง และมีการให้ Feedback ที่ชัดเจนเป็นระบบในช่วงเวลาที่เหมาะสมระหว่างหน่วยการเรียนรู้


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Transformative Learning: Reflections on 40 Years of Head, Heart, and Hands at โรงเรียนธารทองพิทยาคม

การถกเถียงเรื่องโรงเรียนขนาดเล็กจบลงที่โรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม (The Small Schools Debate Ends at MFP School)

สิ่งมีชีวิตไม่จำเป็นต้องตาย...