The Fixation on Grades—Who’s Asking, and How Teachers Feel About It และแนวทางจัดการเรื่องนี้

     บทความเรื่อง "The Fixation on Grades—Who’s Asking, and How Teachers Feel About It" โดย Jennifer Vilcarino เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 เป็นบทความที่สะท้อนถึงวิกฤตความกดดันในระบบการศึกษาปัจจุบันที่เปลี่ยนจาก "การเรียนรู้เพื่อความรู้" ไปเป็นการ "เรียนเพื่อเกรด" (Grade Obsession) โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

1. ใครเป็นคนกดดัน? (Who’s Asking?)

     Vilcarino จำแนกกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนกระแสการจ้องจะเอาเกรดไว้ 3 กลุ่มหลัก:
     ผู้ปกครอง: ซึ่งมองว่าเกรดเฉลี่ย (GPA) คือใบเบิกทางเดียวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำและอนาคตที่มั่นคง ทำให้เกิดแรงกดดันส่งต่อมายังครูเพื่อให้ปรับแก้คะแนน
      มหาวิทยาลัยและระบบทุนการศึกษา: เกณฑ์การรับเข้าศึกษาที่ยังคงยึดติดกับตัวเลข ทำให้เด็กต้องสู้เพื่อให้ได้เกรด A ในทุกวิชา
     ตัวนักเรียนเอง: ที่เกิดสภาวะความวิตกกังวล (Anxiety) และมองว่าคุณค่าของตัวเอง (Self-worth) ผูกติดอยู่กับตัวเลขบนหน้ากระดาษ

2. ความรู้สึกของครูต่อปรากฏการณ์นี้ (How Teachers Feel)
     บทความถ่ายทอดความรู้สึกของครูในฐานะ "คนกลาง" ที่ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งนี้:
    ความรู้สึกท้อแท้ (Demoralization): ครูรู้สึกว่ากระบวนการสอนและความพยายามในการถ่ายทอดความรู้ถูกลดทอนคุณค่าลง เหลือเพียงการเป็น "เครื่องปั๊มเกรด"
     การถูกคุกคามทางวิชาชีพ: หลายครั้งครูต้องเผชิญกับการ "ต่อรองคะแนน" (Grade Haggling) จากทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งทำลายความสัมพันธ์ที่เชื่อใจกันในห้องเรียน
     ความกังวลเรื่องจริยธรรม: ครูรู้สึกหนักใจเมื่อต้องเลือกระหว่างการรักษามาตรฐานการประเมินผลที่แท้จริง กับการยอมโอนอ่อนตามแรงกดดันเพื่อให้เด็กมีโอกาสเข้าเรียนต่อ

3. ผลกระทบต่อการเรียนรู้
     Vilcarino ชี้ให้เห็นว่าเมื่อเกรดกลายเป็นเป้าหมายหลัก:
    การริเริ่มสร้างสรรค์หายไป: นักเรียนจะไม่กล้าเสี่ยงลองใช้วิธีการใหม่ๆ เพราะกลัวทำผิดแล้วเสียคะแนน
    การโกงที่เพิ่มขึ้น: เมื่อผลลัพธ์ (เกรด) สำคัญกว่ากระบวนการ นักเรียนบางส่วนจึงเลือกวิธีลัดเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขที่ต้องการ

4. ข้อเสนอแนะในบทความ
     Vilcarino เสนอว่าเราควรเปลี่ยนบทสนทนาจาก "หนูต้องทำยังไงถึงจะได้คะแนนเพิ่ม?" เป็น "หนูต้องทำยังไงถึงจะเข้าใจบทเรียนนี้มากขึ้น?" โดยสนับสนุนการใช้การประเมินผลเชิงพรรณนา (Feedback-based Assessment) มากกว่าการให้เกรดเป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียว เพื่อลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความรักในการเรียนรู้กลับมา

    "เราไม่ได้กำลังสร้างนักคิด แต่เรากำลังสร้างนักสะสมแต้ม" — ส่วนหนึ่งจากทัศนะของครูในบทความ

ความเห็นจาก Gemini 
      ในประเด็นการแก้ปัญหา "การจ้องจะเอาเกรด" และต้องการดูว่าในระดับสากลหรือโรงเรียนสมัยใหม่เขามีแนวทางจัดการเรื่องนี้อย่างไร แนวทางที่น่าสนใจและกำลังเป็นเทรนด์สำคัญมาให้ดังนี้

1. ระบบ "Gradeless" หรือการประเมินแบบไม่ใช้เกรด
     หลายโรงเรียนในยุโรป (เช่น ฟินแลนด์) และโรงเรียนทางเลือกในสหรัฐฯ เริ่มหันมาใช้ระบบ Narrative Feedback แทนตัวเลข:
     ลักษณะ: ครูจะเขียนบรรยายจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของนักเรียนอย่างละเอียด
     ข้อดี: นักเรียนไม่ต้องมุ่งเป้าไปที่การทำคะแนนให้ถึง 80 หรือ 90 แต่จะโฟกัสว่า "ฉันยังทำอะไรไม่ได้" และ "ฉันต้องฝึกอะไรต่อ" ทำให้ความเครียดลดลงและเกิดการเรียนรู้จริง (Deep Learning)

2. การประเมินตามสมรรถนะ (Competency-Based Assessment)
แทนที่จะสอบครั้งเดียวแล้วตัดสินด้วยเกรด ระบบนี้จะให้ความสำคัญกับ "ความเชี่ยวชาญ":

     ลักษณะ: หากนักเรียนสอบไม่ผ่านในครั้งแรก พวกเขาสามารถกลับไปฝึกฝนและมา "สาธิตความเข้าใจ" ใหม่ได้จนกว่าจะทำได้ตามเกณฑ์
     ข้อดี: ลดการโกงสอบและการท่องจำเพื่อสอบ (Cramming) เพราะเป้าหมายคือการทำทักษะสม่ำเสมอให้ผ่านเกณฑ์ ไม่ใช่การสะสมแต้ม

3. การแยก "พฤติกรรม" ออกจาก "ผลการเรียน"
   ในอดีต ครูมักจะตัดคะแนนเมื่อเด็กส่งงานช้า หรือบวกคะแนนจิตพิสัยเพิ่มให้เด็กที่เรียบร้อย แต่แนวคิดใหม่เสนอให้แยกกัน:
    เกรดวิชาการ: สะท้อนแค่ความเข้าใจในเนื้อหาเท่านั้น
    ทักษะชีวิต (Soft Skills): ประเมินแยกออกมาเป็นหัวข้อ เช่น ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปกครองเห็นภาพรวมของลูกโดยไม่เอาไปปนกับความเก่งในวิชาการ

4. การใช้ "Portfolio" ในการรับเข้ามหาวิทยาลัย
    ปัจจุบันมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งเริ่มลดความสำคัญของ GPA และคะแนนสอบมาตรฐาน (เช่น SAT) ลง แต่หันมาดู แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio):
     สิ่งที่มองหา: ความหลงใหล (Passion), กิจกรรมเพื่อสังคม, และโปรเจกต์ที่นักเรียนริเริ่มเอง
    ผลลัพธ์: ช่วยลดความกดดันที่นักเรียนต้องทำเกรด A ในทุกวิชา แม้แต่วิชาที่ตนเองไม่ได้ถนัดหรือสนใจ เพื่อให้มีพื้นที่ไปทำสิ่งที่รักจริงๆ

บทวิเคราะห์: ความท้าทายในประเทศไทย

    สำหรับประเทศไทย การจะเปลี่ยนผ่านเรื่องนี้ยังมีความท้าทายสูง เนื่องจาก:
    ระบบคัดเลือก (TCAS): ยังคงให้น้ำหนักกับ GPAX และคะแนนสอบเป็นหลัก
    ค่านิยมสังคม: ที่ยังวัดความสำเร็จลูกผ่านลำดับที่หรือเกรดเฉลี่ย
    ภาระงานครู: การเขียน Feedback เชิงบรรยายให้เด็กห้องละ 40-50 คน เป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ

คุณคิดเห็นอย่างไรครับ?
    คุณคิดว่า "การยกเลิกเกรดเฉลี่ยในระดับประถม" จะช่วยลดความกดดันได้จริงไหม?
    




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Transformative Learning: Reflections on 40 Years of Head, Heart, and Hands at โรงเรียนธารทองพิทยาคม

การถกเถียงเรื่องโรงเรียนขนาดเล็กจบลงที่โรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม (The Small Schools Debate Ends at MFP School)

สิ่งมีชีวิตไม่จำเป็นต้องตาย...