กรอบประเมินระดับความพยายามของสถานศึกษา (School Effort-Level Assessment Framework: SELAF): ต่อยอดจากแนวคิด “สัมผัสของการทำสิ่งที่ถูกต้อง” สู่การนิเทศเชิงจริยธรรมด้วยข้อมูล


บทคัดย่อ

กรอบประเมินระดับความพยายามของสถานศึกษา (School Effort-Level Assessment Framework: SELAF): ต่อยอดจากแนวคิด “สัมผัสของการทำสิ่งที่ถูกต้อง” สู่การนิเทศเชิงจริยธรรมด้วยข้อมูล


สุริยา เผือกพันธ์ | ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ต.ป.น. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ | กรกฎาคม 2569


      บทความนี้เสนอกรอบประเมินระดับความพยายามของสถานศึกษา (School Effort-Level Assessment Framework: SELAF) โดยพัฒนาต่อยอดจากแนวคิดปรัชญาเรื่อง “สัมผัสของการทำสิ่งที่ถูกต้อง” ซึ่งเสนอว่าการตัดสินใจของมนุษย์ถูกกำกับด้วยสัมผัสภายในมากกว่ากฎเกณฑ์ภายนอก (De Filippi, 2026) และสัมผัสนี้เป็นตัวกำหนดระดับความพยายามบนสเปกตรัมตั้งแต่การปล่อยตามยถากรรม (fatalism) จนถึงความพยายามสูงสุด (maximum effort) และในบางกรณีอาจเลยเถิดไปสู่ระดับที่ผิดจริยธรรม ("at all costs")
      ผู้เขียนนำกรอบดังกล่าวมาปรับใช้กับบริบทการนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินคุณภาพการศึกษาของคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) โดยแบ่งระดับความพยายามของสถานศึกษาออกเป็น 4 ระดับ พร้อมตัวชี้วัดเชิงพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับวงจรคุณภาพ PDCA และสัญญาณเตือนตามแนวคิด Goodhart's Law (Goodhart, 1975; Muller, 2018)
      บทความนำเสนอกรณีศึกษาจริงจากโรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคมที่พบช่องว่างระหว่างผลประเมินตนเอง (IQA) กับผลสอบภายนอก (O-NET) เปรียบเทียบกับกรณีสมมติของสถานศึกษาที่กระบวนการและผลลัพธ์สอดคล้องกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าความพยายามที่แท้จริงวัดจากความสอดคล้องระหว่างกระบวนการกับผลลัพธ์ มิใช่ตัวเลขผลสัมฤทธิ์เพียงลำพัง    
       ผลจากบทความนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือเสริมการนิเทศแบบ Live Answer ภายใต้ระบบ NSM_BURIRAM OIOS เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างมีจริยธรรมและอิงหลักฐานเชิงประจักษ์


คำสำคัญ: ระดับความพยายาม, Goodhart's Law, การนิเทศการศึกษา, PDCA, ก.ต.ป.น., NSM OIOS



1. บทนำและที่มา
    แนวคิดเรื่อง “สัมผัสของการทำสิ่งที่ถูกต้อง” เสนอว่าการตัดสินใจของมนุษย์มิได้พึ่งพากฎเกณฑ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่อาศัยสัมผัสภายในที่กำหนด "ระดับความพยายาม" ซึ่งวางอยู่บนสเปกตรัมตั้งแต่การปล่อยตามยถากรรม (fatalism) ไปจนถึงความพยายามสูงสุด (maximum effort) และในบางกรณีอาจเลยเถิดไปสู่ระดับที่ผิดจริยธรรมซึ่งเรียกว่า "ทำทุกวิถีทาง" (at all costs) อันเป็นภาวะที่บุคคลละทิ้งเหตุผลเพื่อไล่ล่าผลลัพธ์โดยไม่คำนึงถึงผลข้างเคียง (De Filippi, 2026)

      เมื่อนำกรอบนี้มาประยุกต์ใช้กับบริบทการนิเทศ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินคุณภาพการศึกษาของ ก.ต.ป.น. พบว่าตัวชี้วัดเชิงปริมาณ เช่น คะแนน O-NET หรือผลการประเมิน IQA เพียงลำพัง ไม่สามารถบอกได้ว่าสถานศึกษาแต่ละแห่ง "พยายามอย่างถูกต้อง” มากน้อยเพียงใด สถานศึกษาสองแห่งอาจมีคะแนนใกล้เคียงกัน แต่แห่งหนึ่งเกิดจากกระบวนการพัฒนาที่แท้จริง ขณะที่อีกแห่งเกิดจากการบิดเบือนตัวชี้วัด (Goodhart, 1975; Muller, 2018) เอกสารฉบับนี้จึงเสนอกรอบวิเคราะห์ “ระดับความพยายาม” 4 ระดับ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเสริมการนิเทศแบบ Live Answer ภายใต้ระบบ NSM_BURIRAM OIOS

2. กรอบแนวคิด: สเปกตรัมความพยายาม 4 ระดับ
    จากแนวคิดต้นทาง (De Filippi, 2026) ผู้จัดทำได้ปรับสเปกตรัมความพยายามให้เหมาะสมกับบริบทการนิเทศการศึกษา โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้

• ระดับที่ 1 Fatalism (การปล่อยตามยถากรรม): สถานศึกษาไม่ดำเนินการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ปล่อยผลลัพธ์ให้เป็นไปตามสภาพเดิม
• ระดับที่ 2 Some Effort (ความพยายามบางส่วน): มีความพยายามบางส่วน ทำตามภาระงานที่กำหนดแต่ขาดความต่อเนื่องในวงจรคุณภาพ
• ระดับที่ 3 Maximum Effort (ความพยายามสูงสุด): ดำเนินวงจร PDCA ครบถ้วน ใช้ข้อมูลจริงในการปรับปรุงอย่างเป็นระบบ
• ระดับที่ 4 At All Costs (ทำทุกวิถีทางจนผิดจริยธรรม): แสวงหาผลลัพธ์ตัวเลขโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องของกระบวนการหรือผลกระทบต่อผู้เรียน

        ประเด็นสำคัญที่ De Filippi (2026) เน้นย้ำคือ ระดับที่ 4 มิใช่ "ความพยายามที่มาก
กว่า” ระดับที่ 3 แต่เป็น "เรื่องเล่าที่บิดเบือน” ซึ่งในทางปฏิบัติมักปรากฏเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรมมากกว่าความทุ่มเทที่แท้จริง สอดคล้องกับสิ่งที่งานวิเคราะห์ Goodhart's Cascade ก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่า แรงกดดันด้านตัวชี้วัดจากระดับบนสามารถผลักดันให้ระดับปฏิบัติการเลือกเดินเข้าสู่ระดับที่ 4 โดยไม่รู้ตัว

3. ตารางตัวชี้วัดเชิงพฤติกรรมสำหรับการนิเทศ

    ตารางต่อไปนี้เสนอหลักฐานเชิงประจักษ์และบทบาทของ ก.ต.ป.น. ที่สอดคล้องกับแต่ละระดับความพยายาม เพื่อใช้เป็นแนวทางสังเกตและตั้งคำถามระหว่างการนิเทศเชิงประจักษ์

ระดับความพยายาม/
ลักษณะพฤติกรรมเชิง PDCA/
ตัวอย่างหลักฐานเชิงประจักษ์/
สัญญาณเตือน Goodhart's Law

1. Fatalism (ไม่พยายาม)/
ไม่มี Plan ชัดเจน ปล่อยผลลัพธ์ตามยถากรรม ไม่ทบทวน Check/Act/
ไม่มีแผนพัฒนาคุณภาพ ไม่วิเคราะห์ผล O-NET ปีก่อนหน้า/ต่ำมาก เพราะไม่มีความพยายามให้บิดเบือน

2. Some Effort (พยายามบางส่วน)/
มี Plan-Do แต่ Check-Act ไม่สม่ำเสมอ ทำตามภาระงานที่กำหนด/มีแผนแต่ไม่ปรับตามข้อมูล การนิเทศภายในไม่ต่อเนื่อง/ต่ำ-ปานกลาง อาจเลือกรายงานเฉพาะจุดที่ดี ต้องตรวจสอบว่าการพัฒนาสะท้อนผลจริงหรือไม่

3. Maximum Effort (พยายามเต็มศักยภาพ)/วงจร PDCA ครบถ้วน ใช้ Item Analysis ปรับการสอนตามข้อมูลจริง/มี Early Warning System ครูร่วมออกแบบการสอนเชิงรุก/ปานกลาง

4. At All Costs (ทำทุกวิถีทางผิดจริยธรรม)/บิดเบือนกระบวน
การเพื่อผลลัพธ์ตัวเลข ไม่คำนึงถึงผลข้างเคียง/ช่วยเหลือการสอบ, คัดกรองเด็กอ่อนออกจากการสอบ, แก้ไขคะแนน/สูงมาก คือจุดกำเนิดของ Goodhart's Cascade ที่ไหลลงสู่ระดับนักเรียน

4. กรณีศึกษาประกอบ: โรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม
    เพื่อให้กรอบ SELAF มีความเป็นรูปธรรม ผู้จัดทำขอยกกรณีศึกษาจากการวิเคราะห์ SAR ของโรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคมที่เคยดำเนินการไว้ ซึ่งพบข้อค้นพบสำคัญ 2 ประการ คือ

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบ O-NET มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 ปีการศึกษา

2. ผลการประเมินตนเองตามมาตรฐาน IQA ของสถานศึกษาอยู่ในระดับที่ดี ขณะที่ผลการประเมินจากภายนอก (O-NET) กลับสวนทางกัน ก่อให้เกิด "ช่องว่าง" ระหว่างการประเมินตนเองกับผลลัพธ์เชิงประจักษ์

      เมื่อนำข้อค้นพบนี้มาวิเคราะห์ผ่านกรอบ SELAF จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นกว่าการดูตัวเลข O-NET เพียงลำพัง แนวโน้มขาลงต่อเนื่อง 6 ปี บ่งชี้ว่าโรงเรียนน่าจะอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างระดับที่ 1 (Fatalism) และระดับที่ 2 (Some Effort) กล่าวคือ อาจมีการดำเนินกิจกรรมพัฒนาอยู่บ้าง (Plan-Do) แต่ขาดวงจร Check-Act ที่นำผลการวิเคราะห์ O-NET รายปีย้อนกลับมาปรับการสอนอย่างจริงจัง จึงไม่สามารถพลิกแนวโน้มขาลงได้ตลอด 6 ปี

      ช่องว่างระหว่างผลประเมิน IQA ภายในกับผล O-NET ภายนอก คือสัญญาณเตือนตามกรอบ Goodhart's Law และแนวคิด "institutionalized myth" ของ Meyer และ Rowan (1977) ที่ว่าองค์กรบางแห่งพัฒนาโครงสร้างและรายงานขึ้นเพื่อแสดงความชอบธรรมต่อสายตาภายนอก มากกว่าที่จะสะท้อนกระบวนการทำงานจริง การประเมินตนเองที่สูงกว่าความเป็นจริงเช่นนี้ทำให้ ก.ต.ป.น. และสถานศึกษาเองมองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง จนกว่าผลสอบภายนอกจะเปิดเผยช่องว่างดังกล่าว
      กรณีนี้จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นระดับ "At All Costs" (การบิดเบือนข้อมูลโดยเจตนา) แต่ควรพิจารณาในเบื้องต้นว่าเป็นผลจากการประเมินตนเองที่ขาดความเข้มงวด (self-assessment bias) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่พบได้ทั่วไปในระบบ IQA มากกว่าเจตนาทุจริต ก.ต.ป.น. จึงควรตรวจสอบด้วยท่าทีของการช่วยพัฒนา มิใช่การกล่าวโทษ

ข้อเสนอแนะเฉพาะกรณี: ก.ต.ป.น. ควรให้ความสำคัญกับการ "ทวนสอบ" (validate) ผลการประเมินตนเองของสถานศึกษาด้วยข้อมูลภายนอกอย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะรับผลประเมิน IQA ตามที่รายงานโดยไม่มีการตรวจสอบไขว้ และควรสนับสนุนให้โรงเรียนนำผลการวิเคราะห์รายข้อ (Item Analysis) จาก O-NET ย้อนหลังมาใช้ในการวางแผนสอนซ่อมเสริมเชิงรุก เพื่อขยับสถานศึกษาจากระดับ Some Effort ไปสู่ระดับ Maximum Effort อย่างแท้จริง

5. กรณีเปรียบเทียบ (สมมติ): สถานศึกษาระดับ Maximum Effort

หมายเหตุ: กรณีต่อไปนี้เป็นกรณีสมมติ (hypothetical) ที่ผู้จัดทำสร้างขึ้นเพื่อประกอบการอธิบายลักษณะของระดับ Maximum Effort เท่านั้น มิใช่ข้อมูลจริงของสถานศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง และไม่ควรนำไปอ้างอิงเป็นข้อเท็จจริงเชิงสถิติ

      สมมติให้ “โรงเรียน ก.” เป็นสถานศึกษาสมมติที่ผลสัมฤทธิ์ O-NET มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง 3 ปีการศึกษาติดต่อกัน และผลการประเมิน IQA ภายในสอดคล้องกับผลภายนอกในทิศทางเดียวกัน เมื่อวิเคราะห์ผ่านกรอบ SELAF จะพบลักษณะที่ตรงข้ามกับกรณีโรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคมอย่างชัดเจน ดังนี้

• วงจร PDCA ครบวงจร: ฝ่ายวิชาการนำผลการวิเคราะห์รายข้อ (Item Analysis) จาก O-NET ปีก่อนหน้ามาออกแบบแผนการสอนซ่อมเสริมเป็นรายบุคคล (Check-Act) ก่อนเปิดภาคเรียนถัดไปอย่างสม่ำเสมอ

• ความสอดคล้องของข้อมูล: ผลประเมิน IQA ภายในเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับผลสอบภายนอก แสดงว่าการประเมินตนเองมีความเที่ยงตรง ไม่มีช่องว่างเชิงข้อมูลแบบที่พบในกรณีโรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม

• ความพยายามที่ยั่งยืน ไม่ใช่ทางลัด: การพัฒนาเกิดจากกระบวนการนิเทศภายในและการโค้ชครูอย่างต่อเนื่อง มิใช่การเร่งรัดผลลัพธ์ในช่วงใกล้สอบ จึงไม่ปรากฏสัญญาณเตือนตามกรอบ Goodhart's Law

      กรณีสมมตินี้แสดงให้เห็นว่า "ความพยายามสูงสุด" ตามกรอบ SELAF มิได้วัดจากผลลัพธ์ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสอดคล้องระหว่างกระบวนการ (process) กับผลลัพธ์ (outcome) เมื่อนำ “โรงเรียน ก. (สมมติ)” มาเทียบกับกรณีจริงของโรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคมในหัวข้อที่ 4 จะเห็นความแตกต่างที่ ก.ต.ป.น. ควรให้น้ำหนัก คือ ไม่ใช่แค่ "ผลลัพธ์ดีขึ้นหรือไม่" แต่คือ “กระบวนการสอดคล้องกับผลลัพธ์หรือไม่" ซึ่งเป็นหัวใจของการแยกแยะระดับความพยายามที่แท้จริงออกจากความพยายามที่ปรากฏเพียงผิวเผิน

6. การประยุกต์ใช้ในบริบท Live Answer และ NSM OIOS
     กรอบ SELAF ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ระหว่างการประชุม ก.ต.ป.น. แบบ real-time ตามแนวทาง Live Answer โดยกรรมการสามารถตั้งคำถามนำทางต่อสถานศึกษาที่กำลังพิจารณาว่า:

• แผนพัฒนาที่นำเสนอสะท้อนวงจร PDCA ครบถ้วนหรือไม่ หรือหยุดอยู่เพียงชั้น Plan-Do
• ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้นมาพร้อมกับหลักฐานกระบวนการที่สอดคล้องกันหรือไม่ (ตรวจสอบความเสี่ยงระดับ 4)
• สถานศึกษาที่คะแนนไม่ดีขึ้น อยู่ในระดับ Fatalism หรือ Some Effort ซึ่งต้องการการสนับสนุนที่แตกต่างกัน

      การใช้สัมผัสของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (professional judgment) ควบคู่กับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ระบบ NSM OIOS นำเสนอ คือหัวใจของแนวทางนี้ ตัวเลขบอกเพียงว่า "อะไร" เกิดขึ้น แต่สัมผัสของกรรมการที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่จะช่วยตอบคำถามว่า "เพราะเหตุใด” ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรรกะเชิงข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถให้ได้ครบถ้วน (De Filippi, 2026)

7. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

    7.1. นำกรอบ SELAF ไปใช้เป็นส่วนเสริมแบบฟอร์มการนิเทศ ควบคู่กับตัวชี้วัด IQA/PDCA ที่ใช้อยู่เดิม
    7.2. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กรรมการ ก.ต.ป.น. และศึกษานิเทศก์ เรื่องการสังเกตสัญญาณเตือนระดับ Goodhart's Law
    7.3. กำหนดให้สถานศึกษาที่อยู่ในระดับ Maximum Effort (Early Adopter) เป็นต้นแบบถอดบทเรียนขยายผลสู่สถานศึกษาอื่น
    7.4. ทบทวนกรอบนี้เป็นระยะเมื่อมีการนำไปใช้จริง เพื่อปรับตัวชี้วัดเชิงพฤติกรรมให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง

8. บทสรุป
    กรอบประเมินระดับความพยายามของสถานศึกษา (SELAF) เป็นความพยายามเชื่อมโยงแนวคิดเชิงปรัชญาว่าด้วยสัมผัสของการทำสิ่งที่ถูกต้อง เข้ากับปัญหาเชิงประจักษ์ของการวัดผลการศึกษาไทยที่เผชิญกับความเสี่ยงจาก Goodhart's Law กรอบนี้มิได้มีเป้าหมายเพื่อตัดสินโรงเรียนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เพื่อช่วยให้ ก.ต.ป.น. ตั้งคำถามที่ถูกต้อง และให้การสนับสนุนที่เหมาะสมกับสถานะความพยายามที่แท้จริงของแต่ละสถานศึกษา อันเป็นการทำสิ่งที่ถูกต้องในบทบาทของกรรมการนิเทศเอง



เอกสารอ้างอิง: 

• De Filippi, G. (2026, July 25). Doing the right thing: The sense that guides our actions. Spiritual Awakening & Practical Enlightenment Newsletter. https://practicalenlightenment.com/p/doing-the-right-thing

• Goodhart, C. A. E. (1975). Problems of monetary management: The U.K. experience. Papers in Monetary Economics, Reserve Bank of Australia.

• Kirkpatrick, D. L., & Kirkpatrick, J. D. (2006). Evaluating training programs: The four levels (3rd ed.). Berrett-Koehler Publishers.

• Meyer, J. W., & Rowan, B. (1977). Institutionalized organizations: Formal structure as myth and ceremony. American Journal of Sociology, 83(2), 340-363.

• Muller, J. Z. (2018). The tyranny of metrics. Princeton University Press.

• Power, M. (1997). The audit society: Rituals of verification. Oxford University Press.







หมายเหตุ : เนื่องจากโรงเรียนเมืองแฝกพิทยาคม เป็นโรงเรียนที่ใช้ศึกษาวิจัยการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ระหว่างปีการศึกษา 2566-2568 ของ ก.ต.ป.น. สพม.บุรีรัมย์ จึงมี New Seed ที่เป็นองค์ความรู้อยู่ในระบบ NSM_BURIRAM ที่ใช้เป็นกรณีศึกษาหมุนเวียนอยู่ในระบบเสมอ 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เมืองแฝก Model 2569: จากวินัยเชิงคุณธรรม สู่ความทะยานอยากทางวิชาการ (The Leap from Character to Competence)

บทบาทผู้นำโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้: บทเรียนจาก สพม.บุรีรัมย์สู่การขับเคลื่อนคุณภาพอย่างยั่งยืนตามแนวคิด SLM Summit 2025

ดอกทานตะวันของเพื่อนผู้สันโดษ