Thales Digital Trust Index 2026


บทความ Thales Digital Trust Index 2026  ชี้ว่าองค์กรนำ AI โดยเฉพาะ Generative AI มาใช้รวดเร็วมาก แต่ “ความไว้วางใจของผู้ใช้” ยังตามไม่ทัน โดยความเชื่อมั่นขึ้นอยู่กับประสบการณ์การสมัครสมาชิก การเข้าสู่ระบบ และความโปร่งใสในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมาก[1]

ประเด็นสำคัญ
      - ผู้นำด้านไอที 93% ระบุว่าองค์กรของตนใช้งาน กำลังนำไปใช้ หรือวางแผนใช้ AI แต่มีผู้บริโภคเพียง 23% ที่เชื่อมั่นว่าบริษัทจะใช้ AI กับข้อมูลของตนอย่างรับผิดชอบ[1]

      - ผู้บริโภค 77% กังวลเรื่อง AI agent ที่ดำเนินการแทนตนเองบนโลกออนไลน์ เพราะเกิดคำถามเรื่องความปลอดภัย การควบคุม และความรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด[1]

      - ผู้คนยอมรับ AI มากกว่าเมื่อ AI ทำหน้าที่ “ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน” ไม่ใช่ตัดสินใจหรือกระทำการแทนมนุษย์โดยอัตโนมัติ[1]

การเข้าสู่ระบบมีผลต่อความเชื่อมั่น
      ประสบการณ์ด้านการเข้าถึงบริการดิจิทัลเป็นจุดที่ทำให้เกิดหรือสูญเสียความเชื่อใจได้ทันที โดย 57% เคยมีปัญหาเข้าเว็บไซต์ในรอบปีที่ผ่านมา และ 68% เคยเลิกใช้หรือเปลี่ยนผู้ให้บริการเพราะเว็บไซต์ช้า หรือขั้นตอนสมัครใช้งานยุ่งยาก[1]

      ผู้ใช้ไม่ได้ต้องการความเร็วโดยลดความปลอดภัยลง: 45% เลือกการตรวจสอบความปลอดภัยที่เข้มแข็งแม้ใช้เวลาสมัครนานกว่า เทียบกับ 22% ที่ต้องการเข้าถึงเร็วด้วยมาตรการเบากว่า อีกทั้ง 69% ไว้วางใจองค์กรมากขึ้นเมื่อมีการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) และ 68% รู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อใช้ passkey[1]

ช่องว่างความเชื่อมั่นรายอุตสาหกรรม

| อุตสาหกรรม | สัดส่วนผู้บริโภคที่ไว้วางใจให้ดูแลข้อมูลออนไลน์ |

| ธนาคาร | 57% และเพิ่มจาก 44% ในปี 2025 [1] |

| บริการภาครัฐ | 40% [1] |

| สุขภาพ | 35% [1] |

| ประกันภัย | 23% [1] |

| การศึกษา | 15% [1] |

| ค้าปลีก | 10% [1] |

| โซเชียลมีเดีย | 9% [1] |

| บันเทิง | 7% [1] |

| สื่อข่าว | 5% [1] |

      ธนาคารเป็นภาคส่วนที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด ขณะที่ภาคการศึกษามีเพียง 15% สะท้อนว่าหน่วยงานการศึกษาควรให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลข้อมูล การสื่อสารว่าเก็บและใช้ข้อมูลอะไร และการจัดการสิทธิ์เข้าถึงอย่างชัดเจน[1]

ความเสี่ยงในองค์กร
      ฝั่งคู่ค้าทางธุรกิจมีปัญหา onboarding และสิทธิ์เข้าถึงล่าช้า: มีเพียง 22% ที่ได้รับข้อมูลเข้าสู่ระบบทันที และเพียง 30% ได้รับสิทธิ์ครบตั้งแต่เข้าใช้งานครั้งแรก[1]

      ผลคือ 66% ยอมรับว่าเคยแชร์หรือยืมบัญชีผู้ใช้/รหัสผ่านเพื่อแก้ปัญหางานล่าช้า ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์ แม้ผู้นำไอที 87% เห็นว่าการมี passkey สำคัญ แต่มีเพียง 49% ที่นำมาใช้จริง[1]

ข้อเสนอใช้กับหน่วยงานการศึกษา
      - ออกแบบระบบให้ ปลอดภัยแต่ไม่ซับซ้อน เช่น ใช้ MFA หรือ passkey พร้อมลดขั้นตอนสมัคร/เข้าถึงที่ไม่จำเป็น  
      - กำหนดสิทธิ์ตามบทบาทงาน (เช่น ผู้บริหาร ครู บุคลากร นักเรียน ผู้ปกครอง) และอนุมัติสิทธิ์ให้รวดเร็ว เพื่อลดการใช้บัญชีร่วมกัน  
      - ประกาศให้ชัดเจนว่า AI ใช้กับข้อมูลใด ใช้เพื่ออะไร ใครตรวจสอบผลลัพธ์ และบุคลากรหรือผู้เรียนสามารถคัดค้าน/ขอความช่วยเหลือได้อย่างไร  
      - เริ่มใช้ AI ในฐานะ "ผู้ช่วย"  เช่น สรุปเอกสาร ร่างรายงาน วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ก่อนเปิดให้ AI ทำงานอัตโนมัติที่กระทบสิทธิ์ การประเมิน หรือการตัดสินใจสำคัญ  

อ้างอิง : 

งานวิจัยนี้สำรวจผู้บริโภค 14,300 คน ผู้ใช้ที่เป็นคู่ค้า 1,300 คน และผู้ตัดสินใจด้านไอที 200 คน ใน 13 ประเทศ ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2026[1]

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เมืองแฝก Model 2569: จากวินัยเชิงคุณธรรม สู่ความทะยานอยากทางวิชาการ (The Leap from Character to Competence)

บทบาทผู้นำโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้: บทเรียนจาก สพม.บุรีรัมย์สู่การขับเคลื่อนคุณภาพอย่างยั่งยืนตามแนวคิด SLM Summit 2025

ดอกทานตะวันของเพื่อนผู้สันโดษ